2569 การพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27   0


รายงานความก้าวหน้า

ไตรมาส ผลการดำเนินงาน งบประมาณที่ใช้ ผู้รับบริการ
3 [22271]

โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS2026-27 ภายใต้กิจกรรมการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเศรษฐกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE)

ได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. ขออนุมัติดำเนินโครงการ

2. นำส่งเงินเข้ามหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวนเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)

3. นำส่งเงินอุดหนุน ร้อยละ 10 จำนวนเงิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)

4. งบดำเนินโครงการ คงเหลือ 180,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)

5.วางแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการจะได้



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 05/07/2569 [22271]
20000 0
3 [22161]

ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ

ลำดับที่

ผลผลิต/ผลลัพธ์

หน่วย

เป้าหมาย

ผลการดำเนินงาน

1.

จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี

คน

10

ดำเนินการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการ ช่างทอ เครือข่ายชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ครบถ้วนตามเป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 100

2.

จำนวนเทคโนโลยีที่ถ่ายทอด (เมษายน - มิถุนายน 2569)

2.1 ถ่ายทอดเทคนิควิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น

(Fashion Target Analysis)

2.2 การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์

(Fashion Brand Analysis)

2.3 การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยโมเดล BMC

(สร้าง Brand Direction)

2.4 การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์

(Fashion Trend Analysis)

2.5 ถ่ายทอดองค์ความรู้ “การผลิตลายผ้าทอ”

(Textile Design) “Pipit New Collection: SS 2026-27” ออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและเครือข่ายชุมชน

2.6 การพัฒนาการผลิตต้นแบบลายผ้าทอ สำหรับ Pipit New Collection SS 2026-27

เรื่อง

6

ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคโนโลยีครบถ้วน จำนวน 6 เรื่อง ตามเป้าหมาย

คิดเป็นร้อยละ 100

3.

จำนวนวิทยากรที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้

คน

4

มีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ จำนวน 4 คน ครบถ้วนตามเป้าหมาย

คิดเป็นร้อยละ 100



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22161]
0 0
3 [22156]

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 6 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาการผลิตต้นแบบลายผ้าทอ สำหรับ Pipit New Collection SS 2026-27

1. วิทยากร: นางสาววรรณชลี กุลศรีไชย

2. วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในการ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design) “Pipit New Collection SS 2026-27” และออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

3. วันที่จัดกิจกรรม: 30 มิถุนายน 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

5.1 ทบทวนและคัดเลือกแบบลายผ้าที่ได้จากกิจกรรมการออกแบบ นำแบบลายผ้าที่ผ่านการออกแบบในกิจกรรม Textile Design มาทบทวนร่วมกับผู้ประกอบการและช่างทอ เพื่อคัดเลือกลวดลายที่มีความเหมาะสมต่อการผลิตต้นแบบจริง

5.2 วิเคราะห์ข้อจำกัดด้านเทคนิคการทอและวัสดุตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบลายผ้าในด้านจำนวนสี ความละเอียดของลาย ขนาดลาย โครงสร้างการทอ ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นยืนและเส้นพุ่ง ตลอดจนความเหมาะสมกับวัสดุผ้าทอแปรรูปและเส้นใยรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย

5.3 ปรับแบบลายให้เหมาะสมกับการผลิตต้นแบบดำเนินการปรับรายละเอียดของลายผ้า เช่น ลดทอนรายละเอียดที่ซับซ้อน ปรับสัดส่วนลาย ปรับตำแหน่งลายหลักและลายรอง กำหนดจังหวะการซ้ำของลาย และปรับชุดสีให้เหมาะสมกับการทอจริง

5.4 จัดทำแบบลายสำหรับช่างทอ จัดทำแบบลายผ้าหรือแผนผังลายผ้าในรูปแบบที่ช่างทอสามารถอ่านและนำไปใช้ผลิตได้จริง เช่น ตารางลายผ้า แผนผังสี รายละเอียดตำแหน่งลาย และคำอธิบายโครงสร้างลาย

5.5 ทดลองผลิตต้นแบบลายผ้าทอผู้ประกอบการและช่างทอร่วมทดลองผลิตต้นแบบลายผ้าตามแบบที่กำหนด โดยมีวิทยากรให้คำแนะนำด้านการควบคุมคุณภาพ สี ลาย โครงสร้างผ้า และความเหมาะสมของงานทอ

5.6 ประเมินผลต้นแบบและปรับปรุงแบบลายตรวจสอบต้นแบบลายผ้าที่ผลิตได้จริง โดยพิจารณาด้านความสวยงาม ความชัดเจนของลวดลาย ความถูกต้องตามแบบ คุณภาพของผืนผ้า ความเหมาะสมต่อการแปรรูป และศักยภาพในการจำหน่ายเชิงพาณิชย์

5.7 สรุปแนวทางการนำต้นแบบไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สรุปผลการทดลองผลิตต้นแบบลายผ้าทอ พร้อมกำหนดแนวทางการนำผ้าต้นแบบไปต่อยอดเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ใน PIPIT: Collection SS 2026-27 รวมถึงข้อเสนอแนะสำหรับการผลิตในระยะต่อไป

6. สรุปผลการดำเนินงาน: จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาการผลิตต้นแบบลายผ้าทอ สำหรับ Pipit New Collection SS 2026-27 วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปลงแบบลายผ้าจากขั้นตอนการออกแบบไปสู่กระบวนการผลิตต้นแบบจริง โดยเริ่มจากการทบทวนและคัดเลือกแบบลายผ้าที่มีศักยภาพ วิเคราะห์ข้อจำกัดด้านเทคนิคการทอ วัสดุ จำนวนสี ความละเอียดของลาย ขนาดลาย โครงสร้างเส้นยืน–เส้นพุ่ง และความเหมาะสมกับการใช้ผ้าทอแปรรูปร่วมกับนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย จากนั้นจึงปรับแบบลายให้เหมาะสมกับการผลิตจริงและจัดทำแบบลายสำหรับช่างทอ

ผู้ประกอบการร้านพิพิธได้รับความรู้ในการพัฒนาแบบลายผ้าทอให้พร้อมผลิตต้นแบบ ตั้งแต่การลดทอนรายละเอียดลาย การปรับสัดส่วนและตำแหน่งลาย การกำหนดจังหวะการซ้ำ การจัดชุดสี การจัดทำตารางลายผ้า และการตรวจสอบคุณภาพต้นแบบ ผลจากกิจกรรมทำให้ผู้ประกอบการและช่างทอสามารถเข้าใจกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตได้ชัดเจนขึ้น สามารถประเมินต้นแบบด้านความสวยงาม ความชัดเจนของลวดลาย ความถูกต้องตามแบบ คุณภาพผืนผ้า ความเหมาะสมต่อการแปรรูป และศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในคอลเลกชัน PIPIT SS 2026-27 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 6,750 บาท

9. ภาคผนวก

9.1 กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design)“Pipit NEW Collection SS 2026-27” ออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 - 17.00 น.ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภายใต้กิจกรรมการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเศรษฐกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE)โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 

  

เวลา

รายละเอียดการอบรม

07.30 - 08.00 น.

ลงทะเบียน

08.00 - 12.00 น.

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบลายผ้าทอ” (Textile Design)สำหรับ

“Pipit New Collection SS 2026-27”

โดยวิทยากร:ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

12.00 - 13.00 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 - 17.00 น.

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาการผลิตต้นแบบลายผ้าทอ สำหรับPipit

New Collection SS 2026-27

โดยวิทยากร: นางสาววรรณชลี กุลศรีไชย

หัวหน้างานศิลปวัฒธรรม กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

9.2 ใบลงทะเบียน

การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design) “Pipit New Collection SS 2026-27” ออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 - 17.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวปริศนา พลเดิม

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย

2

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางสาวกัลยกร อ่อนละมูล

ทม.ศรีสัชนาลัย

4

นางสาวน้ำเพชร มีคุณ

ทม.ศรีสัชนาลัย

5

นางสาวพิมพ์ประไพ จันทวงค์

ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอชาววัง

6

นางสาวจารุวรรณ ขนเพ็ชร์

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย

7

นายณัฐพล คงมา

ร้านมณีเงิน สุโขทัย

 

8

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

 

9

นางสาวเสาวนี คงมา

พิพิธ

 

10

นางประจิม มีใจ

พิพิธ

 

 ภาพกิจกรรม



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22156]
6750 10
3 [22154]

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 5 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบลายผ้าทอ” (Textile Design) สำหรับ “Pipit New Collection SS 2026-27”

1. วิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

2. วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในการ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design) “Pipit New Collection SS 2026-27” และออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

3. วันที่จัดกิจกรรม: 30 มิถุนายน 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

5.1 สำรวจข้อมูลแรงบันดาลใจและทุนทางวัฒนธรรมสำหรับการออกแบบลายผ้าศึกษาข้อมูลทุนทางวัฒนธรรมของสุโขทัยและศรีสัชนาลัย เช่น ลวดลายโบราณ สัญลักษณ์ท้องถิ่น สีจากวัฒนธรรม งานหัตถกรรม เครื่องสังคโลก สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาการทอผ้า เพื่อนำมาเป็นต้นทุนทางความคิดในการออกแบบลายผ้า

5.2 ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องหลักการออกแบบลายผ้าทอวิทยากรบรรยายหลักการออกแบบลายผ้าทอ ได้แก่ การจัดองค์ประกอบลวดลาย การวางจังหวะซ้ำ การกำหนดลายหลัก ลายรอง ลายขอบ การเลือกสี การควบคุมสัดส่วนลาย และการออกแบบลายให้เหมาะสมกับเทคนิคการทอ

5.3 ถอดสัญญะทางวัฒนธรรมสู่ลวดลายร่วมสมัยผู้ประกอบการและชุมชนร่วมกันคัดเลือกสัญลักษณ์หรือแรงบันดาลใจที่เหมาะสม แล้วนำมาตีความใหม่เป็นลวดลายกราฟิกสำหรับผ้าทอ โดยคงเอกลักษณ์ของสุโขทัยและปรับให้เข้ากับแนวโน้มแฟชั่น SS 2026-27

5.4 ออกแบบโครงสร้างลายผ้าสำหรับการผลิตจริงดำเนินการออกแบบโครงสร้างลายบนตารางลายผ้า กำหนดตำแหน่งลายหลัก ลายรอง ลายขอบ ทิศทางการซ้ำของลาย ขนาดลวดลาย และชุดสีที่เหมาะสมกับการทอจริง

5.5 พิจารณาความเหมาะสมของลายกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ปลายทางวิเคราะห์ความเหมาะสมของลายผ้ากับวัสดุผ้าทอแปรรูปและเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าคลุมไหล่ ของตกแต่ง และของที่ระลึก

5.6 คัดเลือกแบบลายผ้าสำหรับพัฒนาเป็นต้นแบบผู้ประกอบการ ช่างทอ และวิทยากรร่วมกันคัดเลือกแบบลายที่มีศักยภาพสูงสุด โดยพิจารณาจากความสวยงาม ความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นไปได้ในการผลิต และศักยภาพเชิงพาณิชย์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาต้นแบบลายผ้าทอในขั้นต่อไป

6. สรุปผลการดำเนินงาน: จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบลายผ้าทอ (Textile Design) สำหรับ Pipit New Collection SS 2026-27 วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหลักการออกแบบลายผ้าทอ ตั้งแต่การค้นหาแรงบันดาลใจจากทุนทางวัฒนธรรมสุโขทัยและศรีสัชนาลัย การถอดสัญญะทางวัฒนธรรม (Cultural Symbol) สู่ลวดลายร่วมสมัย การจัดองค์ประกอบลวดลาย การกำหนดลายหลัก ลายรอง ลายขอบ จังหวะการซ้ำ (Repeat Pattern) สัดส่วนลาย ชุดสี และการออกแบบลายให้เหมาะสมกับเทคนิคการทอจริง

ผู้ประกอบการร้านพิพิธได้รับความรู้และทักษะในการพัฒนาลายผ้าทอจากฐานทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นลวดลายร่วมสมัยที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ สามารถร่วมวิเคราะห์และคัดเลือกแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์สุโขทัย เช่น ลายสือไทย เครื่องสังคโลก สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาการทอผ้า เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงสร้างลายผ้าสำหรับ PIPIT New Collection SS 2026-27 ผลจากกิจกรรมทำให้เกิดแนวทางการออกแบบลายผ้าบนตารางลายที่ช่างทอสามารถอ่านและนำไปปรับใช้ในการผลิตได้จริง รวมถึงสามารถพิจารณาความเหมาะสมของลายกับวัสดุ ผลิตภัณฑ์ปลายทาง และศักยภาพเชิงตลาด

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 6,750 บาท

9. ภาคผนวก

9.1 กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design)“Pipit NEW Collection SS 2026-27” ออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 - 17.00 น.ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภายใต้กิจกรรมการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเศรษฐกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE)โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 

  

เวลา

รายละเอียดการอบรม

07.30 - 08.00 น.

ลงทะเบียน

08.00 - 12.00 น.

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบลายผ้าทอ” (Textile Design)สำหรับ

“Pipit New Collection SS 2026-27”

โดยวิทยากร:ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

12.00 - 13.00 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 - 17.00 น.

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาการผลิตต้นแบบลายผ้าทอ สำหรับPipit

New Collection SS 2026-27

โดยวิทยากร: นางสาววรรณชลี กุลศรีไชย

หัวหน้างานศิลปวัฒธรรม กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

9.2 ใบลงทะเบียนการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ “การผลิตลายผ้าทอ” (Textile Design) “Pipit New Collection SS 2026-27” ออกแบบลวดลายร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 - 17.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

 

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวปริศนา พลเดิม

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย

2

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางสาวกัลยกร อ่อนละมูล

ทม.ศรีสัชนาลัย

4

นางสาวน้ำเพชร มีคุณ

ทม.ศรีสัชนาลัย

5

นางสาวพิมพ์ประไพ จันทวงค์

ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอชาววัง

6

นางสาวจารุวรรณ ขนเพ็ชร์

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย

7

นายณัฐพล คงมา

ร้านมณีเงิน สุโขทัย

 

8

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

 

9

นางสาวเสาวนี คงมา

พิพิธ

 

10

นางประจิม มีใจ

พิพิธ

 

 ภาพโปรแกรมที่ใช้สอนการออกแบบลายผ้า และภาพกิจกรรม



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22154]
6750 10
3 [22138]

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์ (Fashion Trend Analysis)

1. วิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

2. วัตถุประสงค์: เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้เทรนด์สากลกับสินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมของแบรนด์พิพิธ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดได้

3. วันที่จัดกิจกรรม: วันที่ 22 พฤษภาคม 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

5.1 สำรวจแนวโน้มแฟชั่นและสิ่งทอระดับสากลศึกษาแนวโน้มแฟชั่นและสิ่งทอสำหรับฤดูกาล SS 2026-27 ในด้านสี วัสดุ พื้นผิว รูปทรง ลวดลาย วิถีชีวิตผู้บริโภค และกระแสความยั่งยืน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์

5.2 ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นวิทยากรบรรยายหลักการอ่านและวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นเชิงพาณิชย์ ได้แก่ Trend Direction, Color Trend, Material Trend, Lifestyle Trend, Consumer Insight และการประยุกต์ใช้เทรนด์กับสินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรม

5.3 วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างเทรนด์สากลกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ร่วมกันวิเคราะห์แนวทางการนำเทรนด์สากลมาประยุกต์ใช้กับผ้าทอสุโขทัย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของแบรนด์ วัสดุ กระบวนการผลิต ทักษะของช่างทอ และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

5.4 กำหนดแนวคิดเทรนด์ใหม่ของแบรนด์ PIPIT ผู้ประกอบการร่วมปฏิบัติการกำหนดแนวคิด “NEW TREND” สำหรับ PIPIT: Collection SS 2026-27 โดยกำหนด Mood & Tone, Color Direction, Material Direction, Pattern Direction และ Product Direction

5.5 จัดทำบอร์ดแนวโน้มแฟชั่นของคอลเลกชัน จัดทำบอร์ดสรุปแนวโน้มของคอลเลกชันใหม่ เช่น Mood Board, Color Palette, Material Board และ Style Direction เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบลายผ้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่นต่อไป

5.6 สรุปแนวทางการประยุกต์ใช้เทรนด์ในเชิงพาณิชย์ วิทยากรให้ข้อเสนอแนะในการนำเทรนด์ไปใช้จริงกับสินค้า การกำหนดคอลเลกชัน การถ่ายภาพสินค้า การจัดหน้าร้าน การสื่อสารออนไลน์ และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยและแข่งขันได้

6. สรุปผลการดำเนินงาน:  จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์ (Fashion Trend Analysis) วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอ่าน วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้แนวโน้มแฟชั่นสากลสำหรับฤดูกาล SS 2026-27 โดยครอบคลุมทิศทางเทรนด์ (Trend Direction) สี (Color Trend) วัสดุ (Material Trend) พื้นผิว (Texture) รูปทรง (Silhouette) ลวดลาย (Pattern) วิถีชีวิตผู้บริโภค (Lifestyle Trend) และกระแสความยั่งยืน (Sustainability) พร้อมเชื่อมโยงเทรนด์สากลกับทุนทางวัฒนธรรมสุโขทัย ผ้าทอพื้นถิ่น และภาพลักษณ์ของแบรนด์พิพิธ

ผู้ประกอบการร้านพิพิธได้รับความรู้ในการแปลงข้อมูลเทรนด์แฟชั่นสากลให้เหมาะสมกับบริบทของแบรนด์และการผลิตจริง สามารถกำหนดแนวคิด “NEW TREND” สำหรับ PIPIT Collection SS 2026-27 ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้าน Mood & Tone, Color Direction, Material Direction, Pattern Direction และ Product Direction ผลจากกิจกรรมทำให้แบรนด์มีแนวทางการออกแบบคอลเลกชันที่ทันสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาลายผ้า ผลิตภัณฑ์ การถ่ายภาพสินค้า การจัดหน้าร้าน และการสื่อสารการตลาดเชิงภาพลักษณ์ได้อย่างมีทิศทาง

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 4,500 บาท

9. ภาคผนวก

9.1 กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์ (Fashion Trend Analysis)ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27  ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 - 18.00 น.ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

โดยวิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เวลา

รายละเอียดการอบรม

13.30 - 14.00 น.

ลงทะเบียน

14.00 - 16.00 น.

บรรยาย เรื่อง การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์ (Fashion Trend Analysis)ของธุรกิจแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรม (สร้าง Brand Direction)

16.00 - 18.00 น.

ปฏิบัติการ เรื่อง การกำหนดเทรนด์แฟชั่น “NEW TREND” (Fashion Trend Analysis)ของแบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 (PIPIT: Brand Direction)

 

9.2 ใบลงทะเบียนการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นสากลเชิงพาณิชย์ (Fashion Trend Analysis) ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 - 18.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

2

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางพิมพ์ มายายงค์

พิพิธ

4

นายธัญทม ชัยพิบูลย์

พิพิธ

5

นางสาวเสาวนีย์ คงคา

พิพิธ

6

นางวริษฐา ตวง

พิพิธ

7

นายปณิธาน สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

8

นางสาววิชาภรณ์ สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

9

นางคันธรส สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

10

นายเฉลิมชาติ โกศส

พิพิธ

 

 ภาพผลการวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่นเพื่อสร้างแนวทางการออกแบบ PIPIT SS 2026-27 (WGSN) และภาพกิจกรรม



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22138]
4500 10
3 [22137]

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis)

1. วิทยากร: อาจารย์ ณิชากร เกิดเปี่ยม

2. วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาทักษะการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดแฟชั่นของแบรนด์จากทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างตรงจุดและชัดเจนมากขึ้น สู่การต่อยอดการบริหารแบรนด์ให้ตรงความต้องการของตลาด

3. วันที่จัดกิจกรรม: วันที่ 22 พฤษภาคม 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

5.1 รวบรวมข้อมูลลูกค้าและตลาดเป้าหมายของแบรนด์ ศึกษาข้อมูลกลุ่มลูกค้าเดิมของร้านพิพิธ พฤติกรรมการซื้อสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ช่องทางการเข้าถึงสินค้า ความต้องการด้านรูปแบบสินค้า ราคา วัสดุ และคุณค่าที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

5.2 ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายแฟชั่นวิทยากรบรรยายหลักการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ Demographic, Geographic, Psychographic และ Behavioral Segmentation รวมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแฟชั่นร่วมสมัย

5.3กำหนดกลุ่มลูกค้าหลักและกลุ่มลูกค้ารอง ผู้ประกอบการร่วมวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ PIPIT: Collection SS 2026-27 เช่น กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจสินค้าแฟชั่นร่วมสมัย กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจสินค้ายั่งยืน และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าหัตถกรรมคุณภาพสูง

5.4 จัดทำ Persona ของกลุ่มเป้าหมายดำเนินการสร้างภาพตัวแทนลูกค้า หรือ Customer Persona โดยระบุข้อมูลอายุ อาชีพ ไลฟ์สไตล์ ความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ ช่องทางออนไลน์ที่ใช้ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า

5.5วิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ วิเคราะห์ความต้องการด้านรูปแบบสินค้า สี ลวดลาย วัสดุ ฟังก์ชันการใช้งาน ราคา บรรจุภัณฑ์ และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบคอลเลกชันใหม่

5.6สรุปแนวทางการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารการตลาด วิทยากรและผู้ประกอบการร่วมกันสรุปแนวทางการออกแบบสินค้า การกำหนดข้อความสื่อสารแบรนด์ ช่องทางการจำหน่าย และรูปแบบคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม

 

การวิเคราะห์ STP MODEL: PIPIT SS 2026-27

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาด (Segmentation) การเลือกตลาดเป้าหมาย (Targeting) การวางตำแหน่งแบรนด์ (Positioning) แบรนด์ พิพิธ (PIPIT)

จากข้อมูลทั้งหมด แบรนด์ พิพิธ (PIPIT) ควรวางตำแหน่งทางการตลาดเป็น “แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัย” (Contemporary Thai Textile Lifestyle Brand) ที่แปลงทุนวัฒนธรรม จ.สุโขทัย อย่างเช่น สินค้าภายในร้านที่ผ่านมาโดยการใช้ “ลายสือไทยและอัตลักษณ์สุโขทัย” (Sukhothai Cultural Identity) ให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่น ของใช้ และของขวัญที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แบรนด์มีฐานผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ แปรรูปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ มีสินค้าแฟชั่น เช่น เนคไท แจ็กเก็ต หมวก กระเป๋า และสินค้า Gift Set รวมถึงมีช่องทางหน้าร้าน ออนไลน์ งานบูธ และงาน B2B กับองค์กร

1. S: Segmentation

การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation)

การแบ่งส่วนตลาดของ PIPIT ควรใช้ทั้ง 4 มิติ คือ ประชากรศาสตร์ (Demographic Segmentation), ภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation), จิตวิทยาผู้บริโภค (Psychographic Segmentation) และ พฤติกรรมการซื้อ (Behavioral Segmentation) เพื่อให้เห็นตลาดที่แท้จริง ไม่ใช่แบ่งจากอายุและเพศอย่างเดียว

1.1 การแบ่งตามประชากรศาสตร์ (Demographic Segmentation)

เกณฑ์

วิเคราะห์สำหรับ PIPIT

เพศ (Gender)

เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพราะสินค้ามีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า หมวก เนคไท และของขวัญ

อายุ (Age)

ข้อมูลเดิมระบุกลุ่มอายุ 28–65 ปีขึ้นไป แต่ในเชิงกลยุทธ์ควรแยกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 25–34 ปี กลุ่มเริ่มสนใจแฟชั่นไทยร่วมสมัย, 35–50 ปี กลุ่มกำลังซื้อหลัก, และ 51–65 ปี กลุ่มของขวัญ/งานทางการ

รายได้ (Income)

ควรเน้นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงบน (Middle–Upper Income) เพราะสินค้ามีต้นทุนงานทอ งานออกแบบ และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม

อาชีพ (Occupation)

เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร พนักงานออฟฟิศ อาจารย์ ข้าราชการ นักออกแบบ นักท่องเที่ยว และองค์กรที่ต้องการของขวัญหรือยูนิฟอร์ม

สถานะทางสังคม (Social Status)

กลุ่มที่ต้องการสินค้าแสดงรสนิยม ความแตกต่าง และความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

ข้อวิเคราะห์: การใช้กลุ่ม “ผู้หญิง ผู้ชาย อายุ 28–65 ปีขึ้นไป” เป็นนิยามตลาดยังค่อนข้างกว้าง ควรปรับเป็นกลุ่มเชิงพฤติกรรมและเชิงคุณค่า เช่น “คนทำงานที่ชอบงานดีไซน์และยอมจ่ายเพื่อเรื่องราว” ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอในเอกสารที่ระบุว่าควรวิเคราะห์ Target Customer ให้ชัด และทำตลาดทั้ง B2B และ B2C

 

1.2 การแบ่งตามภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation)

กลุ่มพื้นที่

โอกาสทางการตลาด

สุโขทัย / พิษณุโลก / ภาคเหนือตอนล่าง

เป็นพื้นที่ฐานวัฒนธรรมและฐานเรื่องเล่า เหมาะกับการสร้างความเป็นแบรนด์ท้องถิ่นคุณภาพสูง

กรุงเทพฯ และเมืองเศรษฐกิจหลัก

เหมาะกับกลุ่มกำลังซื้อสูง ร้านคัดสรร งานแฟชั่น งานออกแบบ และตลาดองค์กร

แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

(Cultural Tourism Area)

เหมาะกับของฝาก ของที่ระลึก Gift Set และสินค้าไซซ์เล็ก

ช่องทางคัดสรรระดับประเทศ เช่น

ICONCRAFT / ICONSIAM

เป็นพื้นที่ยกระดับแบรนด์จากสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดพรีเมียม

ตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ

(Nationwide Online Market)

เหมาะกับสินค้าเข้าถึงง่าย เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ Card Holder

และเนคไท

 

1.3 การแบ่งตามจิตวิทยาผู้บริโภค (Psychographic Segmentation)

กลุ่มจิตวิทยา

ลักษณะ

กลุ่มรักงานคราฟต์และวัฒนธรรม

(Craft & Culture Lovers)

เห็นคุณค่าของช่างทอ ผ้าทอ ภูมิปัญญา และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม

กลุ่มแฟชั่นไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

(Contemporary Lifestyle Consumers)

ต้องการสินค้าไทยที่ไม่เชย ใส่ได้จริง และเข้ากับชีวิตประจำวัน

กลุ่มแสดงตัวตนผ่านการแต่งตัว

(Self-expression Consumers)

ต้องการสินค้าที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำตลาด และสะท้อนรสนิยมของตนเอง

กลุ่มภูมิใจในความเป็นไทยแบบใหม่

(Modern Thai Pride)

อยากใช้สินค้าไทย แต่ต้องดูดี ทันสมัย และมีคุณภาพ

กลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องราวและคุณค่า

(Story-driven Buyers)

ยินดีจ่ายเพิ่ม หากเข้าใจที่มาของลาย วัสดุ ช่างทอ และกระบวนการผลิต

 

1.4 การแบ่งตามพฤติกรรมการซื้อ (Behavioral Segmentation)

พฤติกรรม

โอกาสของ PIPIT

ซื้อใช้เอง (Self-use Purchase)

เสื้อกั๊ก แจ็กเก็ต หมวก กระเป๋า เนคไท

ซื้อเป็นของขวัญ (Gift Purchase)

Gift Set, เนคไท, หมวก, กระเป๋า, พวงกุญแจ

ซื้อเป็นของที่ระลึก (Souvenir Purchase)

สินค้าชิ้นเล็ก ราคาจับต้องได้ มีเรื่องเล่า

ซื้อเพื่อองค์กร (Corporate Purchase)

ยูนิฟอร์ม เสื้อทีม เนคไทองค์กร ของขวัญองค์กร

ซื้อจากงานบูธ/หน้าร้าน (Experience-based Purchase)

ลูกค้าตัดสินใจเมื่อได้สัมผัสผ้า เห็นงานจริง และฟังเรื่องเล่า

ซื้อซ้ำจากออนไลน์ (Repeat Online Purchase)

เมื่อลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพและรู้จักขนาด/สไตล์สินค้าแล้ว

 

 

2. กลุ่มตลาดที่เหมาะสมสำหรับ PIPIT 2026 (Segment Profiles)

Segment

ชื่อกลุ่มเป้าหมาย

ลักษณะลูกค้า

สินค้าที่เหมาะสม

ศักยภาพ

S1

กลุ่มคนทำงานรักดีไซน์ไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Lifestyle Professionals)

อายุประมาณ 28–50 ปี มีกำลังซื้อ ชอบสินค้าแตกต่าง ใส่ได้จริง ไม่ต้องการผ้าไทยแบบทางการเกินไป

Jacket, Blazer, Vest, Tie, Cap, Bag

สูงมาก

S2

กลุ่มของขวัญพรีเมียมและของฝากวัฒนธรรม (Premium Gift & Cultural Souvenir Buyers)

นักท่องเที่ยว ลูกค้าต่างจังหวัด ลูกค้าที่ซื้อของฝากหรือของขวัญให้ผู้ใหญ่/ผู้บริหาร

Gift Set, Tie, Mini Bag, Keychain, Scarf

สูง

S3

กลุ่มองค์กรและหน่วยงาน (Corporate / B2B Clients)

หน่วยงานรัฐ เอกชน องค์กร มหาวิทยาลัย บริษัทที่ต้องการของขวัญหรือยูนิฟอร์มเฉพาะ

Corporate Tie, Uniform, Shirt, Gift Set, Souvenir

สูงมาก

S4

กลุ่มคนรักงานคราฟต์และนักสะสม (Craft Collectors & Cultural Enthusiasts)

ชอบสินค้า Limited, งานทอมือ, เรื่องเล่า, สินค้าจำนวนจำกัด

Limited Collection, Collaboration, Handwoven Jacket

ปานกลาง–สูง

S5

กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้าถึงผ้าไทย (Young Entry Consumers)

อายุ 22–34 ปี ชอบแฟชั่น แต่ยังมีงบจำกัด ต้องการสินค้าชิ้นเล็ก ใช้ง่าย

Cap, Keychain, Card Holder, Phone Bag

ปานกลาง แต่ช่วยสร้างการรับรู้

S6

ตลาดร้านคัดสรรและพรีเมียมรีเทล (Curated Retail Market)

ลูกค้าของร้านคัดสรร เช่น ICONCRAFT ที่มองหาสินค้าไทยดีไซน์ มีมาตรฐาน

Best Seller, Gift Set, Signature Product

สูง หากระบบผลิตพร้อม

 

3. T: Targeting

การเลือกตลาดเป้าหมาย (Target Market Selection)

กลยุทธ์ที่เหมาะสมของ PIPIT คือ การเลือกตลาดเป้าหมายแบบแตกต่างตามกลุ่ม (Differentiated Targeting) เพราะแบรนด์มีสินค้าหลายระดับ ทั้งสินค้าแฟชั่น สินค้าชิ้นเล็ก ของขวัญ และงานองค์กร หากใช้ตลาดเดียวจะทำให้การสื่อสารไม่คมพอ

3.1 กลุ่มเป้าหมายหลัก (Primary Target)

กลุ่มที่ 1: คนทำงานระดับกลางขึ้นไป ที่ชอบแฟชั่นไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Lifestyle Professionals) ด้วยแนวคิด “ผ้าไทยที่ใส่ได้จริงในชีวิตร่วมสมัย”

ลักษณะกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มผู้หญิงและผู้ชายวัยทำงาน เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร อาจารย์ ข้าราชการรุ่นใหม่ นักออกแบบ หรือคนทำงานสร้างสรรค์ อายุประมาณ 28–50 ปี มีรายได้ระดับกลางถึงบน ชอบสินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ ใช้งานได้จริง และต้องการความแตกต่างจากสินค้าแฟชั่นกระแสหลัก

 

 

เหตุผลที่ควรเป็นเป้าหมายหลัก

กลุ่มนี้ตรงกับแก่นของแบรนด์มากที่สุด เพราะต้องการสินค้าที่ทั้ง “ดูดี” “มีเรื่องเล่า” และ “ใส่ได้จริง” เอกสารระบุว่าแบรนด์ต้องการทำให้ผ้าไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น และมีแนวคิดผสานภูมิปัญญากับสไตล์สากลเพื่อให้ผ้าไทยไม่ถูกมองว่าเชย

กลุ่มที่ 2: องค์กร หน่วยงาน และลูกค้า B2B (Corporate / B2B Clients)

ลักษณะกลุ่มเป้าหมาย

หน่วยงานรัฐ เอกชน องค์กร มหาวิทยาลัย บริษัท ร้านค้าพรีเมียม และหน่วยงานที่ต้องการของขวัญองค์กร เสื้อทีม ยูนิฟอร์ม หรือสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ

เหตุผลที่ควรเป็นเป้าหมายหลัก

กลุ่มนี้มีศักยภาพสูงด้านมูลค่าคำสั่งซื้อ เพราะสามารถสั่งผลิตจำนวนมาก และช่วยสร้างรายได้ต่อรอบการขายสูงกว่า B2C ทั่วไป เอกสารมีข้อมูลว่าแบรนด์รับออกแบบและผลิตเสื้อทีมองค์กร เช่น PEA และผลิตเนคไทให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ/พันธมิตร รวมถึงข้อเสนอรอบ 10 เดือนที่ระบุให้ทำตลาด B2B กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ

3.2 กลุ่มเป้าหมายรอง (Secondary Target)

กลุ่มเป้าหมายรอง

เหตุผล

กลยุทธ์สินค้า

นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อของฝากพรีเมียม (Tourists & Premium Souvenir Buyers)

เหมาะกับสินค้าที่มีเรื่องเล่าและซื้อเป็นของฝากได้ง่าย

Gift Set, Keychain, Cap, Mini Bag

คนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจผ้าไทย (Young Entry Consumers)

ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ระยะยาว แม้กำลังซื้อยังไม่สูงมาก

Cap, Card Holder, Phone Bag, Keychain

นักสะสมงานคราฟต์และคนรักวัฒนธรรม (Craft Collectors)

เหมาะกับสินค้า Limited และ Collaboration

Limited Jacket, Special Tie, Collaboration Collection

ร้านคัดสรรและตลาดพรีเมียม (Curated Retail)

ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และขยายตลาด

Signature Product, Gift Set, Best Seller

 

3.3 ตารางจัดลำดับความสำคัญของตลาดเป้าหมาย (Targeting Priority Matrix)

กลุ่มตลาด

ความน่าสนใจของตลาด

ความสอดคล้องกับแบรนด์

ความสามารถ

ทำกำไร

ลำดับความสำคัญ

คนทำงานระดับกลาง-บน

ที่ชอบแฟชั่นไทยร่วมสมัย

สูง

สูงมาก

สูง

อันดับ 1

ลูกค้าองค์กร / B2B

สูงมาก

สูง

สูงมาก

อันดับ 2

นักท่องเที่ยวและของฝากพรีเมียม

สูง

สูง

ปานกลาง–สูง

อันดับ 3

ร้านคัดสรร / ICONCRAFT /

ตลาดพรีเมียม

สูง

สูงมาก

ปานกลาง–สูง

อันดับ 4

คนรุ่นใหม่เริ่มต้นใช้ผ้าไทย

ปานกลาง

สูง

ปานกลาง

อันดับ 5

นักสะสมงานคราฟต์

ปานกลาง

สูง

ปานกลาง–สูง

อันดับ 6

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: PIPIT ควรใช้กลยุทธ์ ตลาดคู่ขนาน (Dual Market Strategy) คือ

  • B2C Premium Lifestyle สำหรับสร้างภาพลักษณ์และฐานลูกค้าระยะยาว
  • B2B Corporate & Gift สำหรับสร้างรายได้ก้อนใหญ่และกระแสเงินสดที่มั่นคง

4. P: Positioning

การวางตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning)

4.1 Positioning Statement (ตำแหน่งแบรนด์)

สำหรับคนทำงานร่วมสมัย องค์กร และผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าแฟชั่นผ้าทอไทยที่มีเอกลักษณ์ PIPIT คือแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัย ที่เปลี่ยนลายสือไทย ภูมิปัญญาชุมชน และทุนวัฒนธรรมสุโขทัยให้เป็นสินค้า Ready-to-wear ของใช้ และของขวัญที่สวมใส่ได้จริง แตกต่างจากผ้าไทยทั่วไป เพราะ PIPIT มีลายเฉพาะ เรื่องเล่าชัดเจน งานออกแบบร่วมสมัย และภาพลักษณ์แฟชั่นที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

 

4.2 ตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning)

“Contemporary Thai Textile Lifestyle Brand” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัย ที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ตารางสรุปกลยุทธ์ STP สำหรับ PIPIT 2026 (STP Strategy Summary)

องค์ประกอบ

กลยุทธ์ที่แนะนำ

การแบ่งส่วนตลาด (Segmentation)

แบ่งตลาดตามคุณค่าและพฤติกรรม ได้แก่ กลุ่มแฟชั่นไลฟ์สไตล์, กลุ่มของขวัญพรีเมียม, กลุ่มองค์กร B2B, กลุ่มนักท่องเที่ยว, กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มร้านคัดสรร

การเลือกเป้าหมาย

(Targeting)

ใช้กลยุทธ์ Differentiated Targeting โดยให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มหลัก คือ B2C คนทำงานระดับกลาง-บน และ B2B องค์กร/หน่วยงาน

การวางตำแหน่ง

(Positioning)

วางเป็น Contemporary Thai Textile Lifestyle Brand หรือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัยที่เปลี่ยนลายสือไทยให้เป็นสินค้าแฟชั่นและของขวัญที่ใช้ได้จริง

ข้อความหลัก

(Core Message)

“แบรนด์ไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัย ที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน”

คำมั่นสัญญาแบรนด์

(Brand Promise)

ลูกค้าจะได้รับสินค้าแฟชั่นผ้าทอที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องเล่า ใช้งานได้จริง และช่วยสนับสนุนช่างทอ/ชุมชน

เหตุผลที่เชื่อได้

(Reason to Believe)

มีลายผ้าเฉพาะจากลายสือไทย มีสินค้าแปรรูปหลากหลาย มีหน้าร้าน/งานบูธ มีประสบการณ์ผลิตงานองค์กร และมีแนวทางพัฒนาแบรนด์สู่ตลาดพรีเมียม

 

9. บุคลิกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก (Target Persona)

กลุ่ม “The Modern Cultural Professional” มืออาชีพรุ่นใหม่ที่ใช้ผ้าไทยเป็นภาษาของรสนิยมร่วมสมัย

Persona นี้เกิดจากการผสมระหว่าง “The Cultural Executive” กับ “The New Thai Style Adopter” โดยรวมมี “กำลังซื้อสูง ความเป็นมืออาชีพ และรสนิยมแบบผู้บริหาร” เข้ากับ “ความสดใหม่ ความกล้าแต่งตัว และพฤติกรรมการใช้โซเชียลของคนรุ่นใหม่”

กลุ่มนี้เหมาะมากสำหรับ PIPIT Collection SS 2026–27 เพราะสามารถซื้อได้ทั้งสินค้าแฟชั่นชิ้นหลัก เช่น Jacket, Blazer, Vest, Tie และซื้อสินค้าชิ้นเล็กซ้ำได้ เช่น Cap, Mini Bag, Card Holder, Keychain ทำให้มีทั้ง มูลค่าต่อบิลสูง (Average Order Value: AOV) และ โอกาสซื้อซ้ำสูง (Repeat Purchase Potential)

1. ข้อมูลบุคลิกกลุ่มลูกค้า (Persona Profile)

หัวข้อ

รายละเอียด

ชื่อ Persona

The Modern Cultural Professional

ชื่อภาษาไทย

มืออาชีพรุ่นใหม่สายวัฒนธรรมร่วมสมัย

ชื่อสมมติ

คุณลลิสา / คุณธีรภัทร

อายุ

29–42 ปี

เพศ

หญิง / ชาย / Unisex

รายได้ต่อเดือน

45,000–150,000 บาทขึ้นไป

อาชีพ

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่, Creative Director, Designer, อาจารย์รุ่นใหม่, ผู้บริหารรุ่นใหม่, เจ้าของแบรนด์, Content Creator คุณภาพ, พนักงานองค์กรสาย Creative / Marketing / Communication

พื้นที่อยู่อาศัย

กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, สุโขทัย, พิษณุโลก, เมืองท่องเที่ยว, เมืองเศรษฐกิจ, พื้นที่ใกล้งานอีเวนต์และคอมมูนิตี้สร้างสรรค์

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี–โท หรือมีประสบการณ์สายสร้างสรรค์/ธุรกิจ

สถานะทางสังคม

เป็นคนที่คนรอบตัวมองว่า “แต่งตัวดี มีรสนิยม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีตัวตนชัดเจน”

 

2. ความเข้าใจเชิงลึกของลูกค้า (Core Insight)

“ฉันอยากใช้ความเป็นไทยในแบบที่ดูทันสมัย ไม่แก่ ไม่เชย และสะท้อนตัวตนของฉันได้ทั้งในที่ทำงาน งานสังคม และชีวิตประจำวัน”กลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการผ้าไทยแบบอนุรักษ์นิยมเต็มรูปแบบ แต่ต้องการ ผ้าไทยที่ถูกออกแบบใหม่ให้เข้ากับชีวิตเมือง (Urban Lifestyle) สามารถใส่กับเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ สูท เสื้อยืด หรือเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลได้

 

3. ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรม (Lifestyle & Behavior)

มิติ

รายละเอียด

ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)

ทำงานในเมือง มีประชุม พบลูกค้า ออกงานอีเวนต์ ไปคาเฟ่ เดินแกลเลอรี ชอบงานดีไซน์ ชอบสินค้าที่มีเรื่องเล่า

แฟชั่นที่ชอบ

(Fashion Preference)

Minimal, Smart Casual, Contemporary Thai, Genderless Styling, Modern Craft, Street-luxury

พฤติกรรมการซื้อ

(Buying Behavior)

ซื้อสินค้าจากหน้าร้าน งานบูธ Instagram, Facebook, LINE และ Marketplace แต่จะตัดสินใจง่ายขึ้นเมื่อเห็นภาพลุคบุ๊กหรือรีวิวการแต่งจริง

พฤติกรรมโซเชียล

(Social Media Behavior)

ใช้ Instagram, TikTok, Facebook, Pinterest ดูไอเดียแต่งตัว ชอบแชร์ภาพลุคของตัวเองหรือสินค้าที่มีดีไซน์น่าสนใจ

พฤติกรรมการแต่งตัว (Dressing Behavior)

ชอบมีไอเทมเด่น 1 ชิ้นในลุค เช่น หมวกผ้าทอ เนคไทลายไทย แจ็กเก็ตลายพิเศษ หรือกระเป๋า Mini Bag

โอกาสในการใช้สินค้า

(Usage Occasion)

ประชุม, งานมหาวิทยาลัย, งานประชุมวิชาการ, งานอีเวนต์, งานแฟชั่น, งานวัฒนธรรม, ท่องเที่ยว, คาเฟ่, ของขวัญให้คนพิเศษ

 

4. แรงจูงใจในการซื้อ (Motivation)

แรงจูงใจ

ความหมายเชิงกลยุทธ์

ต้องการความแตกต่าง

(Need for Differentiation)

ไม่อยากใส่แบรนด์เหมือนคนทั่วไป ต้องการไอเทมที่มีเอกลักษณ์

ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพ

(Professional Image)

ต้องการดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่แข็งหรือทางการเกินไป

ต้องการความเป็นไทยแบบใหม่

(Modern Thai Identity)

ภูมิใจในวัฒนธรรมไทย แต่ต้องการให้ดูทันสมัย

ต้องการสินค้าใช้ได้จริง

(Functional Wearability)

สินค้าต้องไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องใส่จริง ใช้จริง และแมตช์กับเสื้อผ้าเดิมได้

ต้องการเรื่องเล่า

(Story-driven Value)

ชอบสินค้าที่มีที่มา เช่น ลายสือไทย ผ้าทอชุมชน ช่างทอ และวัฒนธรรมสุโขทัย

ต้องการภาพลักษณ์บนโซเชียล

(Social Identity)

สินค้าต้องถ่ายรูปสวย มีจุดจำ และทำให้ลุคดูมีคาแรกเตอร์

 

5. ปัญหาและอุปสรรคของลูกค้า (Pain Points)

Pain Point

โอกาสของ PIPIT

ผ้าไทยทั่วไปดูแก่หรือเป็นทางการเกินไป

ออกแบบสินค้าให้เป็น Smart Casual และ Street Contemporary

หาสินค้าไทยที่ดูดีระดับแฟชั่นได้ยาก

สร้างภาพลักษณ์แบบ Fashion Brand ไม่ใช่แค่ Craft Product

ผ้าไทยบางชิ้นใส่ยาก แมตช์ยาก

ทำไอเทมที่จับคู่กับเสื้อผ้าพื้นฐานได้ง่าย เช่น Cap, Tie, Jacket, Mini Bag

สินค้าคราฟต์บางแบรนด์คุณภาพไม่สม่ำเสมอ

ใช้ระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control: QC) และแพ็กเกจมาตรฐาน

ไม่รู้ว่าจะใส่ผ้าไทยอย่างไรให้ดูทันสมัย

ทำคอนเทนต์ Styling Guide และ Lookbook

อยากซื้อของขวัญไทยที่ดูไม่เชย

พัฒนา Gift Set ที่มีบรรจุภัณฑ์พรีเมียมและ Story Card

 

6. สินค้าที่เหมาะกับ Persona (Product Fit)

ระดับสินค้า

สินค้าที่เหมาะสม

บทบาทต่อยอดขาย

Hero Product สินค้าเรือธง

PIPIT Script Jacket, Blazer, Vest Suit

สร้างภาพลักษณ์พรีเมียมและมูลค่าต่อบิลสูง

Core Product สินค้าหลัก

Neck Tie, Round Mini Bag, Tote Bag, Cap

ใช้จริงบ่อย ซื้อซ้ำได้

และแมตช์ง่าย

Entry Product สินค้าเข้าถึงง่าย

Keychain, Card Holder, Phone Bag

ดึงลูกค้าใหม่เข้าสู่แบรนด์

Premium Set ชุดพรีเมียม

Jacket + Tie, Vest + Cap, Mini Bag

+ Scarf

เพิ่มมูลค่าต่อบิล

Gift Product ของขวัญ

Tie Gift Box, Cap Gift Set, Cultural Gift Set

เหมาะกับการซื้อเป็นของฝาก/ของขวัญ

 

7. การเดินทางของลูกค้า (Customer Journey)

 

ขั้นตอน

พฤติกรรมของลูกค้า

กลยุทธ์ที่ PIPIT ควรใช้

การรับรู้ (Awareness)

เห็นภาพลุคจาก Instagram, Facebook, TikTok, งานบูธ หรือเพื่อนใส่

ใช้ภาพแฟชั่นที่ดูทันสมัย ไม่ใช่ภาพสินค้าแบบนิ่งอย่างเดียว

ความสนใจ (Interest)

สนใจลายผ้า เรื่องเล่า และการแมตช์กับเสื้อผ้าประจำวัน

ทำคอนเทนต์ “How to Style PIPIT”

การพิจารณา

(Consideration)

เปรียบเทียบราคา คุณภาพ วิธีใช้ และความคุ้มค่า

แสดงรายละเอียดวัสดุ งานทอ วิธีดูแล และภาพสินค้าจริง

การซื้อ (Purchase)

ซื้อที่หน้าร้าน งานบูธ LINE หรือ IG

ทำชุดสินค้าและแพ็กเกจราคาให้เลือกง่าย

หลังการซื้อ

(Post-purchase)

ถ่ายรูปใส่จริง แชร์ลงโซเชียล หรือซื้อเพิ่มเป็นของขวัญ

ขอรีวิว ทำ Hashtag และให้สิทธิพิเศษสำหรับซื้อซ้ำ

ความภักดี

(Loyalty)

ติดตามคอลเลกชันใหม่ ซื้อ Limited Item หรือซื้อเป็นของขวัญ

ทำระบบ Member / Early Access / Limited Drop

 

8. ข้อความสื่อสารที่เหมาะสม (Brand Message)

Core Message

“PIPIT SS 2026–27: Thai Textile, New Attitude ผ้าไทยลุคใหม่”

 

9. ทิศทางภาพลักษณ์ (Visual Style for Communication)

องค์ประกอบ

แนวทาง

Mood ภาพรวม

Modern, Minimal, Sophisticated, Cultural, Urban

Color Direction

สีธรรมชาติ สีครีม เทา ดำ น้ำตาล เขียวหม่น ฟ้าอ่อน สีดิน และสีจากผ้าทอ

Model Casting

คนเอเชียรุ่นใหม่ อายุ 28–40 ปี บุคลิกมั่นใจ แต่งตัวดี ไม่หวานหรือดั้งเดิมเกินไป

Styling

ผ้าทอ + เสื้อเชิ้ต, ผ้าทอ + กางเกงยีนส์, Jacket + Sneaker, Tie + Oversized Shirt, Cap + Minimal Look

Location

คาเฟ่ร่วมสมัย แกลเลอรี โรงแรมบูติก พิพิธภัณฑ์ เมืองเก่า อาคารโมเดิร์น พื้นที่วัฒนธรรม

Tone of Voice

สุภาพ มั่นใจ ทันสมัย มีความรู้ทางวัฒนธรรม แต่ไม่วิชาการเกินไป

 

10. กลยุทธ์ทำยอดขายสูง (High-Sales Strategy)

10.1 กลุ่มนี้มีศักยภาพซื้อหลายชิ้น หากแบรนด์จัดการขายแบบ Styling Set ที่ชัดเจน ไม่ขายเดี่ยว

Product Set

กลยุทธ์

Modern Work Set

Vest / Jacket + Tie

Urban Thai Set

Cap + Mini Bag + Keychain

Executive Casual Set

Blazer + Round Mini Bag

Gift-ready Set

Tie + Story Card + Premium Box

Limited Cultural Set

Jacket + Certificate Card + Special Packaging

 

10.2 ใช้สินค้าชิ้นเล็กเป็นทางเข้า แล้ว Upsell สินค้าชิ้นใหญ่

ลำดับการขายที่เหมาะสมคือ Keychain / Cap / Mini Bag  > Tie / Tote Bag >  Vest / Jacket / Blazer > Limited Collection ตามลำดับ

กลยุทธ์นี้เหมาะกับ Persona ลูกผสม เพราะกลุ่มนี้มีทั้งพฤติกรรมลองซื้อแบบคนรุ่นใหม่ และมีกำลังซื้อพอที่จะขยับไปซื้อสินค้าพรีเมียมได้

10.3 ทำคอนเทนต์ “ใส่ผ้าไทยอย่างไรให้ดูร่วมสมัย” โดยคอนเทนต์ควรมีแนวทาง ได้แก่

- 5 วิธีใส่เนคไทลายพิพิธให้ดูไม่ทางการเกินไปในสไตล์ “Casual Business”

- เสื้อเชิ้ตขาว กับ PIPIT Vest = ลุคประชุมที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว

- หมวกจากผ้าทอที่เติมลุคภาพรวมให้มีความน่าสนใจ

- แจ็คเก็ตลายสือไทยสำหรับงานอีเวนต์และงานเมือง

- One PIPIT Item, Three Looks

  เป็นต้น

 

11. Persona Canvas แบบสรุป

หัวข้อ

The Modern Cultural Professional

Who

คนทำงานรุ่นใหม่ อายุ 29–42 ปี รายได้กลาง–สูง ชอบแฟชั่นและวัฒนธรรม

Need

ต้องการผ้าไทยที่ใส่ได้จริง ดูดี และไม่เชย

Pain

ผ้าไทยทั่วไปใส่ยาก ดูแก่ หรือไม่เข้ากับชีวิตเมือง

Desire

อยากแสดงตัวตนผ่านสินค้าไทยที่มีดีไซน์

Product

Jacket, Vest, Tie, Cap, Mini Bag, Gift Set

Channel

Instagram, Facebook, LINE, หน้าร้าน, Pop-up, Marketplace

Message

“ลายสือไทยในลุคใหม่ สำหรับมืออาชีพรุ่นใหม่ที่มีรสนิยม”

Sales Potential

สูงมาก เพราะซื้อได้ทั้งสินค้าชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ และ Gift Set

Brand Role

เป็นทั้งผู้ซื้อ ผู้ใช้จริง ผู้รีวิว และผู้แนะนำแบรนด์ต่อ

 

12. สรุป Persona ที่เหมาะที่สุดสำหรับ PIPIT SS 2026–27

    “The Modern Cultural Professional” มืออาชีพรุ่นใหม่สายวัฒนธรรมร่วมสมัย

กลุ่มนี้คือคนที่มีรสนิยมแบบผู้บริหาร แต่มีพฤติกรรมการแต่งตัวและการสื่อสารแบบคนรุ่นใหม่ ชอบแฟชั่นที่มีเรื่องเล่า ใช้โซเชียลเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน และต้องการสินค้าไทยที่ไม่เชย ไม่เป็นทางการเกินไป แต่ยังดูดีพอสำหรับงานสำคัญ โดยจุดแข็งของ Persona นี้ต่อแบรนด์พิพิธคือ

  1. มีกำลังซื้อสูงกว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วไป
  2. ยอมจ่ายเพื่อสินค้าแฟชั่นที่มีเรื่องเล่า
  3. ซื้อได้ทั้งสินค้าชิ้นเล็กและสินค้าพรีเมียม
  4. ใช้สินค้าในหลายโอกาส ทั้งทำงาน ออกงาน และท่องเที่ยว
  5. มีโอกาสถ่ายรูป แชร์ รีวิว และสร้างการรับรู้ให้แบรนด์
  6. สามารถพัฒนาไปสู่ลูกค้า B2B ได้ หากเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารองค์กร

 

6. สรุปผลการดำเนินงาน: จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis) วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายของสินค้าแฟชั่น โดยใช้แนวคิดการแบ่งส่วนตลาด (Segmentation) การเลือกตลาดเป้าหมาย (Targeting) และการวางตำแหน่งแบรนด์ (Positioning) รวมถึงการวิเคราะห์ลูกค้าด้วยมิติประชากรศาสตร์ (Demographic) ภูมิศาสตร์ (Geographic) จิตวิทยาผู้บริโภค (Psychographic) และพฤติกรรมการซื้อ (Behavioral) เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ แรงจูงใจ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าแฟชั่นร่วมสมัย

ผู้ประกอบการร้านพิพิธได้รับความรู้ในการจำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น โดยสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มคนทำงานระดับกลาง-บนที่ชอบแฟชั่นไทยร่วมสมัย และกลุ่มลูกค้าองค์กร/หน่วยงาน (Corporate / B2B Clients) รวมถึงกลุ่มเป้าหมายรอง เช่น นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ซื้อของฝากพรีเมียม คนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจผ้าไทย และตลาดร้านคัดสรรพรีเมียม นอกจากนี้ยังได้พัฒนา Customer Persona หลัก คือ “The Modern Cultural Professional” ซึ่งเป็นกลุ่มมืออาชีพรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ สนใจผ้าไทยร่วมสมัย และมีศักยภาพในการสร้างยอดขายสูงให้กับแบรนด์ ทั้งในกลุ่มสินค้าแฟชั่น สินค้าชิ้นเล็ก สินค้าของขวัญ และสินค้าพรีเมียม

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 8,500 บาท

9. ภาคผนวก

9.1 กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis)ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27  ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 - 13.00 น.ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

โดยวิทยากร: อาจารย์ ณิชากร เกิดเปี่ยม อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

  

เวลา

รายละเอียดการอบรม

07.30 - 08.00 น.

ลงทะเบียน

08.00 - 11.00 น.

บรรยาย เรื่อง เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis) ของธุรกิจแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรม

11.00 - 12.00 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

12.00 - 13.00 น.

ปฏิบัติการ เรื่อง กำหนดแผนและบอร์ดการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis) แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27

9.2 ใบลงทะเบียนการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายการตลาดแฟชั่น (Fashion Target Analysis) ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูปด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 - 13.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

2

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางพิมพ์ มายายงค์

พิพิธ

4

นายธัญทม ชัยพิบูลย์

พิพิธ

5

นางสาวเสาวนีย์ คงคา

พิพิธ

6

นางวริษฐา ตวง

พิพิธ

7

นายปณิธาน สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

8

นางสาววิชาภรณ์ สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

9

นางคันธรส สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

10

นายเฉลิมชาติ โกศส

พิพิธ

 

 ภาพกิจกรรม



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22137]
8500 10
3 [22136]

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยโมเดล BMC (สร้าง Brand Direction)

1. วิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

2.วัตถุประสงค์: เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดด้วย Business Model Canvas (BMC) สำหรับแบรนด์พิพิธ (PIPIT) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. วันที่จัดกิจกรรม: วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

  5.1 วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจของแบรนด์พิพิธ รวบรวมข้อมูลด้านสินค้า ลูกค้า ช่องทางจำหน่าย ต้นทุน รายได้ ทรัพยากรของธุรกิจ และเครือข่ายชุมชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการออกแบบโมเดลธุรกิจของแบรนด์ PIPIT

  5.2 ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง Business Model Canvasวิทยากรอธิบายองค์ประกอบทั้ง 9 ช่องของ  Business  Model Canvas ได้แก่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณค่าที่นำเสนอ ช่องทางการจำหน่าย ความสัมพันธ์กับลูกค้า รูปแบบรายได้ ทรัพยากรหลัก กิจกรรมหลัก พันธมิตรหลัก และโครงสร้างต้นทุน

  โดยเชื่อมโยงกับธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม

  5.3 วิเคราะห์คุณค่าที่นำเสนอของแบรนด์ ร่วมกันกำหนด Value Proposition ของแบรนด์ PIPIT โดยเน้นคุณค่าด้านผ้าทอพื้นถิ่นสุโขทัย การออกแบบร่วมสมัย ความยั่งยืน นวัตกรรมเส้นใยรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย และการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

  5.4 ออกแบบโมเดลธุรกิจของ PIPIT: Collection SS 2026-27ผู้ประกอบการร่วมปฏิบัติการจัดทำ BMC สำหรับคอลเลกชันใหม่ โดยกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ช่องทางขายออนไลน์และออฟไลน์ รูปแบบสินค้า ราคา การสื่อสารการตลาด และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

  5.5 กำหนดทิศทางแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดสังเคราะห์ข้อมูลจาก BMC เพื่อกำหนด Brand Direction ได้แก่ ตำแหน่งทางการตลาด กลยุทธ์สินค้า กลยุทธ์ราคา กลยุทธ์ช่องทางจัดจำหน่าย และกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์

  5.6 สรุปแนวทางการนำไปใช้เชิงพาณิชย์วิทยากรให้ข้อเสนอแนะในการนำ BMC ไปใช้เป็นแผนพัฒนาธุรกิจจริง ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างคอนเทนต์ การวางแผนจำหน่าย และการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดแฟชั่นร่วมสมัย

 

ตาราง 4 โมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดด้วย Business Model Canvas (BMC) สำหรับแบรนด์พิพิธ (PIPIT)

1. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Customer Segments)

กลุ่มลูกค้า

รายละเอียดเชิงกลยุทธ์

กลุ่มลูกค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ระดับกลาง-บน (Middle–Upper Lifestyle Consumers)

ผู้หญิงและผู้ชายวัยทำงานที่ชอบงานดีไซน์ มีรสนิยม ชอบสินค้าแตกต่าง มีเอกลักษณ์ และยินดีจ่ายเพื่อเรื่องราว งานฝีมือ และคุณค่าทางวัฒนธรรม

กลุ่มผู้บริโภคที่ชอบผ้าไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Textile Lovers)

กลุ่มที่ต้องการใส่ผ้าไทยแบบไม่ดูเป็นทางการเกินไป ไม่เชย และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น แจ็กเก็ต เสื้อกั๊ก หมวก กระเป๋า หรือเนคไท

กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อของฝากคุณภาพ (Cultural Tourists & Premium Souvenir Buyers)

ลูกค้าที่มองหาของฝาก ของที่ระลึก หรือของขวัญที่มีเรื่องเล่า ใช้งานได้จริง และมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม

กลุ่มองค์กร หน่วยงานรัฐ และเอกชน (Corporate / B2B Clients)

ลูกค้าที่ต้องการเสื้อทีม ยูนิฟอร์ม เนคไทองค์กร ของขวัญองค์กร หรือของที่ระลึกเฉพาะหน่วยงาน โดยแบรนด์มีประสบการณ์ผลิตสินค้าให้หน่วยงาน เช่น PEA และหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว

กลุ่มตลาดคัดสรรและร้านค้าพรีเมียม (Curated Retail Market)

กลุ่มลูกค้าของร้านคัดสรร เช่น ICONCRAFT / ICONSIAM ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าไทยคุณภาพสูง งานคราฟต์ ดีไซน์ และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม โดยเอกสารระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจากับ ICONCRAFT แล้ว

กลุ่มลูกค้างานพิเศษและคอลเลกชันจำกัด (Limited Collection Buyers)

ลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีจำนวนจำกัด มีความเฉพาะตัว สะสมได้ และแสดงรสนิยมด้านวัฒนธรรมร่วมสมัย

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: ควรแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดขายปลีก (B2C Market) และ ตลาดองค์กร (B2B Market) เพราะทั้งสองกลุ่มมีพฤติกรรมซื้อและรูปแบบรายได้ต่างกันอย่างชัดเจน

 

2. คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า (Value Propositions)

คุณค่าหลัก

รายละเอียด

ผ้าไทยที่ไม่เชยและใส่ได้จริง

(Wearable Contemporary Thai Textile)

พิพิธทำให้ผ้าไทยกลายเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่าย ใส่ได้จริง และดูร่วมสมัย แทนภาพจำเดิมของผ้าไทยที่อาจถูกมองว่าเป็นทางการหรือเชย

ลายสือไทยที่กลายเป็นแฟชั่น

(Wearable Thai Script Motif)

ลวดลายของแบรนด์เชื่อมโยงกับลายสือไทยและหลักศิลาจารึก ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างความแตกต่างเชิงอัตลักษณ์

สินค้าแฟชั่นที่มีเรื่องเล่า

(Story-driven Fashion Product)

ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อเรื่องราวของผ้า ชุมชน ช่างทอ และความเป็นไทยที่ถูกตีความใหม่

สินค้าพร้อมใช้และหลากหลาย (Ready-to-wear & Lifestyle Product Range)

สินค้าครอบคลุมตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า หมวก เนคไท พวงกุญแจ ไปจนถึงของขวัญและสินค้าสั่งผลิต

สนับสนุนชุมชนและงานหัตถกรรม (Community Empowerment)

แบรนด์ใช้วัสดุหลักจากชุมชนบ้านเกิดและเชื่อมโยงกับช่างทอ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมในการสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น

เหมาะกับของขวัญและองค์กร (Giftable & Corporate-ready Product)

มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก และสินค้าองค์กร เพราะสินค้าเล่าเรื่องได้และมีภาพลักษณ์พรีเมียม

ความเฉพาะตัวและจำนวนจำกัด

(Limited & Distinctive Identity)

สินค้าจากผ้าทอมีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง

3. ช่องทางเข้าถึงลูกค้า (Channels)

ช่องทาง

บทบาทเชิงธุรกิจ

หน้าร้าน PIPIT

(Flagship / Brand Shop)

ใช้เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์แบรนด์ ให้ลูกค้าสัมผัสผ้า ลองสินค้า และเข้าใจเรื่องราวของแบรนด์

งานออกบูธและนิทรรศการ (Exhibition Booth / Pop-up Event)

เป็นช่องทางสำคัญในการสร้างยอดขาย ทดลองตลาด พบลูกค้าใหม่ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

Facebook: PIPIT พิพิธ

ช่องทางสื่อสารหลักกับลูกค้าทั่วไป ใช้ประกาศสินค้า โปรโมชั่น รีวิว และกิจกรรม

Instagram: PIPIT_OFFICIAL

ช่องทางสร้างภาพลักษณ์แฟชั่น ใช้สื่อสารลุคบุ๊ก ภาพถ่ายสินค้า การแต่งตัว และคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์

ตลาดออนไลน์ (Marketplace)

เหมาะกับสินค้าราคาจับต้องได้ เช่น พวงกุญแจ หมวก กระเป๋าใบเล็ก Card Holder

LINE Official Account

ใช้ปิดการขาย รับออเดอร์ แจ้งรายละเอียดสินค้า ดูแลลูกค้า และติดตามหลังการขาย

ICONCRAFT / ร้านคัดสรร

(Curated Retail Channel)

ช่องทางยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ และเข้าถึงลูกค้ากำลังซื้อสูงที่มองหาสินค้าไทยร่วมสมัย

ช่องทางองค์กร

(Corporate Sales Channel)

ใช้ขายงาน B2B เช่น ยูนิฟอร์ม เนคไทองค์กร ของขวัญองค์กร และของที่ระลึกเฉพาะหน่วยงาน

การร่วมมือกับแบรนด์อื่น

(Brand Collaboration)

เช่น PIPIT x PATTERN.ERS เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มมิติแฟชั่นให้แบรนด์

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: ควรวางระบบช่องทางแบบ หลายช่องทางเชื่อมโยงกัน (Omnichannel Strategy) โดยให้ลูกค้าเห็นสินค้าใน Instagram, สอบถามใน LINE, ทดลองสินค้าที่หน้าร้านหรือบูธ และซื้อซ้ำผ่านออนไลน์

 

4. ความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationships)

รูปแบบความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการ

การขายด้วยเรื่องราว (Story-selling)

พนักงานและสื่อออนไลน์ต้องเล่าที่มาของลายผ้า ชุมชน เทคนิคทอ และแรงบันดาลใจของสินค้าได้อย่างชัดเจน

การให้คำแนะนำการแต่งตัว

(Style Advisory)

แนะนำวิธีใส่สินค้า เช่น แจ็กเก็ตผ้าทอกับเสื้อเชิ้ต หมวกกับลุคแคชวล เนคไทกับชุดทำงาน

บริการสั่งผลิตเฉพาะ

(Customization / Made-to-order)

สำหรับลูกค้าองค์กร ของขวัญพิเศษ ยูนิฟอร์ม หรือสินค้าจำนวนจำกัด

การเก็บข้อเสนอแนะลูกค้า

(Customer Feedback Loop)

ใช้ข้อมูลจากการออกบูธ การโพสต์สินค้า และการสอบถามลูกค้า เพื่อนำมาปรับเรื่องสี รูปแบบ ชนิดผ้า และการใช้งาน

บริการหลังการขาย (After-sales Service)

ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผ้า การซัก การเก็บรักษา และการซ่อมแซมเบื้องต้น

ชุมชนผู้ติดตามแบรนด์ (Brand Community)

สร้างกลุ่มลูกค้าที่ชอบผ้าไทยร่วมสมัย ผ่านคอนเทนต์ รีวิว การแต่งตัว และกิจกรรมพิเศษ

ความสัมพันธ์กับลูกค้าองค์กร (Account-based Relationship)

ดูแลลูกค้า B2B แบบเป็นรายบัญชี เช่น เสนอแบบ ส่งตัวอย่างผ้า ทำใบเสนอราคา และติดตามการผลิต

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: ควรสร้างระบบ ฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Database) แยกเป็นกลุ่ม B2C, ลูกค้าองค์กร, ลูกค้าซื้อซ้ำ, ลูกค้าของขวัญ และลูกค้าจากงานบูธ เพื่อใช้ทำการตลาดซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

 

5. กระแสรายได้ (Revenue Streams)

แหล่งรายได้

รายละเอียด

รายได้จากการขายสินค้าแฟชั่น

(Fashion Product Sales)

แจ็กเก็ต เบลเซอร์ เสื้อกั๊ก เสื้อเชิ้ต เสื้อคลุม และสินค้าพร้อมใส่

รายได้จากสินค้าไลฟ์สไตล์และเครื่องประดับ (Lifestyle & Accessory Sales)

หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ Card Holder Phone Bag Round Mini Bag

รายได้จากเนคไทและสินค้าของขวัญ (Necktie & Gift Product Sales)

เนคไทลายพิพิธ Gift Set ของขวัญพิเศษ และสินค้าในโอกาสพิเศษ

รายได้จากงานองค์กร (Corporate / B2B Sales)

เสื้อทีม ยูนิฟอร์ม เนคไทองค์กร ของขวัญองค์กร และของที่ระลึกหน่วยงาน

รายได้จากสินค้าสั่งผลิต

(Made-to-order / Pre-order)

เหมาะกับสินค้าชิ้นใหญ่หรืองานที่ใช้เวลาผลิตสูง เช่น แจ็กเก็ต เบลเซอร์ หรือชุดพิเศษ

รายได้จากคอลเลกชันจำกัด (Limited Edition Collection)

สินค้าผลิตจำนวนจำกัดจากลายพิเศษ หรือ Collaboration

รายได้จากช่องทางฝากขาย (Consignment / Curated Retail Sales)

รายได้จากการวางขายผ่านร้านคัดสรร เช่น ICONCRAFT ในอนาคต

รายได้จากกิจกรรมเวิร์กช็อป/ประสบการณ์แบรนด์ (Workshop / Brand Experience)

อาจพัฒนาเป็นกิจกรรมเล่าเรื่องลายผ้า เวิร์กช็อปผ้าทอ หรือกิจกรรมออกแบบลายสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวและองค์กร

เอกสารรายงานรายได้ของแบรนด์หลายช่วงเวลา เช่น ม.ค.–เม.ย. 2568 มีรายรับ 205,000 บาท และอัตรากำไรขั้นต้น 54.63% ส่วน ม.ค.–ส.ค. 2568 มีรายรับ 928,220.01 บาท และอัตรากำไรขั้นต้น 35.79% ข้อมูลอีกชุดระบุรายรับรวม ม.ค. 2568–เม.ย. 2569 จำนวน 1,746,220 บาท และอัตรากำไรขั้นต้น 28.92%

ข้อสังเกตเชิงธุรกิจ: รายได้เติบโต แต่ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลง จึงควรเร่งทำ บัญชีต้นทุนรายสินค้า (Costing by SKU) และจัดกลุ่มสินค้าเป็น สินค้าทำกำไร (Profit Driver), สินค้าสร้างภาพลักษณ์ (Brand Driver) และ สินค้าหมุนเงินเร็ว (Cashflow Driver)

 

6. ทรัพยากรหลัก (Key Resources)

ทรัพยากร

ความสำคัญต่อธุรกิจ

ผู้ก่อตั้งและทีมแบรนด์ (Founder & Brand Team)

เป็นผู้กำหนดทิศทางแบรนด์ อัตลักษณ์สินค้า การขาย และการพัฒนาธุรกิจ

ลายพิพิธ / ลายสือไทย (Signature Textile Motif)

เป็นทรัพย์สินเชิงอัตลักษณ์ที่สร้างความแตกต่างและจุดจำของแบรนด์

ผ้าฝ้ายทอมือและผ้าทอชุมชน (Handwoven Fabric Supply)

เป็นวัตถุดิบหลักและเป็นหัวใจของคุณค่าแบรนด์

ช่างทอและช่างตัดเย็บ (Weavers & Sewing Artisans)

เป็นกำลังสำคัญในการผลิตสินค้าคราฟต์ที่มีคุณภาพ

หน้าร้านและพื้นที่แสดงสินค้า (Physical Store & Display Space)

ใช้สร้างประสบการณ์แบรนด์และสร้างความน่าเชื่อถือ

ช่องทางออนไลน์ (Digital Assets)

Facebook, Instagram, Marketplace, LINE OA และคอนเทนต์ภาพถ่ายสินค้า

บรรจุภัณฑ์และสื่อแบรนด์ (Packaging & Brand Collateral)

กล่อง ถุง ป้ายสินค้า การ์ดเรื่องเล่า และป้ายแสดงสินค้า

เครือข่าย UBI และที่ปรึกษา (Incubation & Consultant Network)

ช่วยด้านแผนธุรกิจ การบัญชี ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐาน และช่องทางตลาด

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

เครื่องหมายการค้า ลายผ้า และระบบป้องกันการลอกเลียนแบบ

ข้อมูลต้นทุนและยอดขาย (Financial & Sales Data)

ใช้วิเคราะห์กำไรต่อสินค้า ตัดสินใจผลิต และวางแผนเติบโต

 

7. กิจกรรมหลัก (Key Activities)

กิจกรรมหลัก

รายละเอียด

การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development)

พัฒนาสินค้าใหม่จากลายผ้า เทคนิคทอ และความต้องการตลาด เช่น เทคนิคมัดหมี่ที่นำมาพัฒนาเป็นรายละเอียดใหม่ของแบรนด์

การจัดหาผ้าและบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Textile Sourcing & Supply Chain Management)

วางระบบแหล่งผ้า คุณภาพผ้า ปริมาณผลิต และเวลาส่งมอบ

การผลิตและควบคุมคุณภาพ (Production & Quality Control)

ตรวจคุณภาพผ้า ตัดเย็บ ตรวจตะเข็บ ตรวจการขึ้นขุย ตรวจขนาด และตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบ

การเล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling)

สื่อสารที่มาของลายสือไทย ชุมชน ช่างทอ และความร่วมสมัยของผ้าไทย

การขายปลีกและขายองค์กร (Retail & Corporate Sales)

ดูแลหน้าร้าน งานบูธ ออนไลน์ และการเสนอขายให้หน่วยงาน

การพัฒนาช่องทางตลาด (Channel Development)

ขยายช่องทางออนไลน์ Marketplace ร้านคัดสรร และ B2B

การบริหารต้นทุนและบัญชี (Costing & Accounting Management)

ทำบัญชีรายรับรายจ่าย วิเคราะห์ต้นทุนรายสินค้า และควบคุมกำไร

การทดสอบตลาดและเก็บ Feedback (Market Testing & Feedback Collection)

ทดลองขาย ออกบูธ เก็บความคิดเห็นลูกค้า แล้วนำมาปรับสี รูปแบบ และวัสดุ

การพัฒนามาตรฐานสินค้า (Product Standardization)

เตรียมมาตรฐาน มผช. เครื่องหมายการค้า และมาตรฐานสินค้าเพื่อเข้าสู่ช่องทางพรีเมียม

การสร้างพันธมิตรและ Collaboration (Partnership & Collaboration)

ร่วมมือกับนักออกแบบ แบรนด์อื่น หน่วยงานรัฐ เอกชน และร้านคัดสรร

 

8. พันธมิตรหลัก (Key Partnerships)

พันธมิตร

บทบาท

ชุมชนทอผ้าและช่างทอ

(Weaving Communities)

ผลิตผ้าทอ วัตถุดิบหลัก และเป็นรากฐานเรื่องเล่าของแบรนด์

กลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง บ้านสระยายชี จังหวัดพิจิตร

เป็นแหล่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านเทคนิคมัดหมี่ เพื่อเพิ่มรายละเอียดใหม่ให้แบรนด์

UBI / อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สนับสนุนด้านบ่มเพาะธุรกิจ แผนการตลาด มาตรฐาน บัญชี และเครือข่าย

ที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา

(IP Consultant)

ให้คำปรึกษาเรื่องตราสินค้า ลายผ้า และการป้องกันการลอกเลียนแบบ

ที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงิน

(Accounting Advisor)

ช่วยจัดระบบต้นทุน กำไร และบัญชีรายสินค้า

ช่างตัดเย็บและผู้ผลิตสินค้า

(Tailoring / Production Partners)

แปรรูปผ้าทอเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

ICONCRAFT / ICONSIAM

พันธมิตรช่องทางจัดจำหน่ายระดับพรีเมียมและสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์

หน่วยงานองค์กร เช่น PEA และ สวทช.

ลูกค้าและพันธมิตรตลาด B2B สำหรับงานผลิตเสื้อทีม เนคไท และของที่ระลึก

DIPROM / กรมอุตสาหกรรม / Soft Power Platform

ช่วยสร้างโอกาสการประกวด การนำเสนอธุรกิจ และการยกระดับทุนวัฒนธรรม

Influencer / Stylist / Content Creator

ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ รีวิวสินค้า และทำให้ผ้าไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

แบรนด์ร่วมออกแบบ เช่น PATTERN.ERS

เพิ่มมิติแฟชั่น สร้างคอลเลกชันพิเศษ และขยายฐานลูกค้าใหม่

 

9. โครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)

กลุ่มต้นทุน

รายละเอียด

ต้นทุนวัตถุดิบผ้าทอ (Textile Material Cost)

ค่าผ้าฝ้ายทอมือ ผ้ามัดหมี่ ผ้าทอลายเฉพาะ และวัสดุประกอบ

ต้นทุนแรงงานผลิต (Labor & Craftsmanship Cost)

ค่าแรงช่างทอ ช่างตัดเย็บ ช่างประกอบสินค้า และงานตกแต่ง

ต้นทุนออกแบบและพัฒนาสินค้า (Design & Product Development Cost)

ค่าพัฒนาลายใหม่ ทดลองต้นแบบ ทำแพตเทิร์น และปรับรูปแบบสินค้า

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging Cost)

กล่อง ถุงผ้า ถุงกระดาษ ป้ายสินค้า ริบบิ้น การ์ดเรื่องเล่า และ Gift Set

ต้นทุนหน้าร้านและพื้นที่ขาย (Store & Display Cost)

ค่าเช่าพื้นที่ ค่าตกแต่งร้าน อุปกรณ์แสดงสินค้า หุ่นโชว์ และระบบหน้าร้าน

ต้นทุนออกบูธและนิทรรศการ (Exhibition & Pop-up Cost)

ค่าเช่าบูธ ค่าขนส่งสินค้า ค่าจัดวาง ค่าป้าย และค่าเดินทาง

ต้นทุนการตลาด (Marketing Cost)

ค่าถ่ายภาพสินค้า วิดีโอ โฆษณาออนไลน์ Influencer Content Creator และสื่อสิ่งพิมพ์

ต้นทุนช่องทางขาย (Channel Cost)

ค่าคอมมิชชัน Marketplace ค่าฝากขาย ค่าธรรมเนียมช่องทาง และส่วนลดทางการค้า

ต้นทุนบริหารจัดการ (Administrative Cost)

บัญชี ระบบสต็อก ค่าจัดส่ง เอกสาร ภาษี และการจัดการออเดอร์

ต้นทุนมาตรฐานและทรัพย์สินทางปัญญา (Standard & IP Cost)

ค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ค่าขอมาตรฐาน มผช. และค่าเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นควบคุมต้นทุนเร่งด่วน: จากข้อมูลที่คณะกรรมการเสนอให้ทบทวนบัญชี จำแนกต้นทุนและกำไรของแต่ละผลิตภัณฑ์ รวมถึงวิเคราะห์กำลังผลิต แบรนด์ควรทำระบบ ต้นทุนต่อ SKU (SKU-level Costing) โดยแยกต้นทุนและกำไรของสินค้าแต่ละประเภทอย่างจริงจัง

6. สรุปผลการดำเนินงาน:จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยโมเดล BMC (Business Model Canvas) วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบโมเดลธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ประกอบสำคัญ 9 ด้าน ได้แก่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Customer Segments) คุณค่าที่นำเสนอ (Value Propositions) ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า (Channels) ความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationships) กระแสรายได้ (Revenue Streams) ทรัพยากรหลัก (Key Resources) กิจกรรมหลัก (Key Activities) พันธมิตรหลัก (Key Partnerships) และโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) โดยเชื่อมโยงกับบริบทของแบรนด์พิพิธ ทั้งตลาด B2C และ B2B ช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ สินค้าของขวัญองค์กร และตลาดสินค้าพรีเมียมเชิงวัฒนธรรม

ผู้ประกอบการแบรนด์พิพิธได้รับความรู้ด้านการวางโมเดลธุรกิจและทิศทางแบรนด์ (Brand Direction) สำหรับ PIPIT Collection SS 2026-27 สามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณค่าที่แบรนด์ส่งมอบ ช่องทางการจำหน่าย รายได้หลัก ต้นทุน และพันธมิตรทางธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น ผลจากกิจกรรมทำให้แบรนด์มีแนวทางในการจัดโครงสร้างสินค้าเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าของขวัญ และสินค้าสั่งผลิตเฉพาะ รวมถึงเห็นความสำคัญของการจัดทำต้นทุนรายสินค้า (SKU-level Costing) การขยายช่องทางแบบหลายช่องทางเชื่อมโยงกัน (Omnichannel Strategy) และการพัฒนาแบรนด์สู่ตลาดพรีเมียม

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 4,500 บาท

9. ภาคผนวก

9.1กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธทางการตลาดด้วยโมเดล BMC (สร้าง Brand Direction)ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 - 18.00 น.ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

โดยวิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

  

เวลา

รายละเอียดการอบรม

13.30 - 14.00 น.

ลงทะเบียน

14.00 - 16.00 น.

บรรยาย เรื่อง การสร้างกลยุทธทางการตลาดด้วยโมเดล BMC ของธุรกิจแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรม (สร้าง Brand Direction)

16.00 - 18.00 น.

ปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธทางการตลาดด้วยโมเดล BMC สำหรับแบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 (PIPIT: Brand Direction)

9.2ใบลงทะเบียนการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธทางการตลาดด้วยโมเดล BMC (สร้าง Brand Direction)ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27  ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 - 18.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

2

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางพิมพ์ มายายงค์

พิพิธ

4

นายธัญทม ชัยพิบูลย์

พิพิธ

5

นางสาวเสาวนีย์ คงคา

พิพิธ

6

นางวริษฐา ตวง

พิพิธ

7

นายปณิธาน สุวรรณชื่น

พิพิธ

8

นางสาววิชาภรณ์ สุวรรณชื่น

พิพิธ

9

นางคันธรส สุวรรณชื่น

พิพิธ

10

นายเฉลิมชาติ โกศส

พิพิธ

 ภาพตารางการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยโมเดล BMC (Business Model Canvas) แบรนด์ PIPIT



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22136]
4500 10
3 [22131]

รายงานความก้าวหน้า ไตรมาส 3 แพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE) ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเศรษฐกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ชื่อโครงการ: โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27

หัวหน้าโครงการ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ 

หน่วยงานสังกัด: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบมหาวิทยาลัยนเรศวร

ชื่อผู้ประกอบการ: นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

ที่ตั้ง: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

รูปลักษณะของธุรกิจ:ร้านพิพิธ (PIPIT) เป็นธุรกิจชุมชนด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่พัฒนาจากฐานทุนทางวัฒนธรรมผ้าทอพื้นถิ่นจังหวัดสุโขทัย โดยมีจุดเด่นด้านการนำภูมิปัญญาการทอผ้า งานหัตถกรรมท้องถิ่น และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมศรีสัชนาลัย มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัย ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ผ้าทอแปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ และของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม ธุรกิจมีลักษณะเป็นแบรนด์ชุมชนที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ ช่างทอ และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าทางวัฒนธรรม มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์ตลาดแฟชั่นสากล และสามารถยกระดับสู่สินค้าเชิงพาณิชย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ได้

รายละเอียดความก้าวหน้าของโครงการ: โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT) : Collection SS 2026-27 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน จากผ้าทอแปรรูปด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT) ให้ได้รับการรับรองและมาตรฐาน มผช. และสร้างโมเดลธุรกิจสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แบรนด์พิพิธ (PIPIT) เพื่อส่งเสริมการขายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

ผลการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์ (Fashion Brand Analysis)

1. วิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์

2. วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่นและคู่แข่งทางการตลาด พร้อมทั้งกำหนดทิศทางแบรนด์ของแบรนด์แฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างเป็นระบบ

3. วันที่จัดกิจกรรม: วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

4. สถานที่จัดกิจกรรม: ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

5. รายละเอียดกิจกรรม

5.1 สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของแบรนด์พิพิธ (PIPIT) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของผู้ประกอบการ ลักษณะสินค้าเดิม จุดเด่นของแบรนด์ กลุ่มลูกค้าเดิม ช่องทางการจำหน่าย และภาพลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์และกำหนดทิศทางการพัฒนา
แบรนด์พิพิธ

5.2 ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่นวิทยากรบรรยายหลักการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่น ได้แก่ Brand Identity, Brand Positioning, Brand Personality, Brand Image, Brand Storytelling และการวิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจโครงสร้างของการสร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ

5.3 ปฏิบัติการวิเคราะห์แบรนด์พิพิธร่วมกับผู้ประกอบการผู้ประกอบการร่วมวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดของแบรนด์ รวมถึงวิเคราะห์ความแตกต่างของสินค้า PIPIT เมื่อเทียบกับสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากผ้าทอในตลาด ผ่านการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ทางการตลาดและแบรนด์ เช่น SWOT Analysis, 8 P’s Marketing Mix เป็นต้น

5.4 กำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์สำหรับ PIPIT Collection SS 2026-27สรุปแนวทางการกำหนดอัตลักษณ์แบรนด์ ภาพลักษณ์สินค้า จุดขายสำคัญ เรื่องราวของแบรนด์ และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ให้สอดคล้องกับสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูปและนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET

แอนติแบคทีเรีย

5.5 สรุปผลและให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา วิทยากรสรุปผลการวิเคราะห์ พร้อมให้ข้อเสนอแนะด้านการพัฒนาแบรนด์ การจัดวางภาพลักษณ์สินค้า การสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ และแนวทางการต่อยอดสู่กิจกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตลาดในขั้นต่อไป ดังตารางด้านล่างนี้

 

ตาราง 1 การวิเคราะห์ SWOT ANALYSIS ของแบรนด์ พิพิธ (PIPIT)

หัวข้อ

การวิเคราะห์

จุดแข็ง

(Strengths)

1. แบรนด์มีอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) ชัดเจนจาก “ลายพิพิธ” ซึ่งเชื่อมโยงกับทุนทางวัฒนธรรมสุโขทัย ทำให้เกิดความแตกต่างจากแบรนด์ผ้าไทยทั่วไป

2. มี เรื่องเล่าแบรนด์ (Brand Storytelling) ที่แข็งแรง เพราะสามารถเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับประวัติศาสตร์ ลายสือไทย ภูมิปัญญาผ้าทอ และความเป็นเมืองมรดกทางวัฒนธรรมของสุโขทัย

3. มีศักยภาพในการสร้าง ความแตกต่างทางการตลาด (Market Differentiation) ผ่านการออกแบบที่ผสมระหว่างผ้าไทย งานหัตถกรรม และแฟชั่นร่วมสมัย

4. สามารถพัฒนาเป็นสินค้าได้หลายกลุ่ม เช่น เสื้อผ้า หมวก กระเป๋า ผ้าพันคอ เนคไท ของฝากพรีเมียม และสินค้าไลฟ์สไตล์ ทำให้มีโอกาสสร้าง สายผลิตภัณฑ์ (Product Line) ที่หลากหลาย

5. เหมาะกับการยกระดับสู่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพราะแบรนด์ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขายคุณค่าเชิงวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และประสบการณ์ร่วมสมัย

จุดอ่อน

(Weaknesses)

1. การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ยังอาจไม่กว้างพอเมื่อเทียบกับแบรนด์ผ้าไทยหรือแบรนด์คราฟต์ที่มีฐานลูกค้าชัดเจนในตลาดเมืองใหญ่

2. หลักฐานความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค (Social Proof) เช่น รีวิว ภาพลูกค้าใช้จริง คอนเทนต์จากผู้ซื้อ และการบอกต่อ ยังควรเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

3. ช่องทางจำหน่ายอาจยังไม่ครอบคลุมแบบ หลายช่องทาง (Omnichannel Distribution) เช่น เว็บไซต์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ TikTok Shop, LINE Shopping, pop-up store, museum shop และ concept store

4. หากงานผลิตยังพึ่งพาการทอมือหรือช่างท้องถิ่นเป็นหลัก อาจเกิดข้อจำกัดด้าน กำลังการผลิต (Production Capacity) เมื่อมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก

5. ภาพลักษณ์แบรนด์ยังต้องพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้ง ระบบอัตลักษณ์ภาพลักษณ์แบรนด์ (Visual Identity System) เช่น โลโก้ สีหลัก ฟอนต์ ภาพถ่ายสินค้า บรรจุภัณฑ์ และโทนการสื่อสาร

โอกาส

(Opportunities)

1. กระแสผู้บริโภคสนใจสินค้า อัตลักษณ์ท้องถิ่นร่วมสมัย (Contemporary Local Identity Product) มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีเรื่องเล่า วัฒนธรรม และความยั่งยืน

2. ตลาด ของขวัญองค์กร (Corporate Gift) และ ของฝากพรีเมียม (Premium Souvenir) เป็นโอกาสสำคัญ เพราะ PIPIT มีเรื่องเล่าและความเป็นสุโขทัยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง

3. สามารถขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น Gen Z, Zillennials, นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กลุ่มคนทำงานเมือง และกลุ่มที่ชอบสินค้าไทยร่วมสมัย

4. มีโอกาสใช้ การตลาดเชิงเนื้อหา (Content Marketing) ผ่าน TikTok, Instagram, Facebook และ short video เพื่อเล่าเรื่อง “จากลายสือไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย”

5. สามารถพัฒนา ความร่วมมือทางแบรนด์ (Brand Collaboration) กับโรงแรม พิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว ร้านกาแฟ แกลเลอรี ดีไซเนอร์ และหน่วยงานรัฐ เพื่อขยายตลาดเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

อุปสรรค

(Threats)

1. ตลาดผ้าไทยร่วมสมัยมีการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ท้องถิ่น แบรนด์คราฟต์ แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย และสินค้านำเข้าราคาต่ำ

2. ความเสี่ยงจาก แฟชั่นรวดเร็ว (Fast Fashion) และสินค้าราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเปรียบเทียบราคามากกว่าคุณค่าทางวัฒนธรรม

3. หากลายพิพิธได้รับความนิยม อาจเกิดการลอกเลียนแบบ จึงควรจัดการด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เช่น การจดลิขสิทธิ์ลวดลาย เครื่องหมายการค้า และระบบอัตลักษณ์แบรนด์

4. ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงช่างฝีมือ และกระบวนการผลิตงานทออาจสูงกว่าสินค้าแฟชั่นทั่วไป ทำให้ต้องวาง กลยุทธ์ราคา (Pricing Strategy) อย่างรอบคอบ

5. หากแบรนด์เล่าเรื่องวัฒนธรรมไม่ชัด อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “ผ้าไทยประยุกต์” มากกว่าแบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง

 

ตาราง 2 วิเคราะห์ SWOT ANALYSIS กับแบรนด์คู่แข่งทางการตลาด

Brands

จุดแข็ง

(Strengths)

จุดอ่อน

(Weaknesses)

โอกาส

(Opportunities)

อุปสรรค

(Threats)

1. PIPIT พิพิธ

 

มี เอกลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) ชัดเจนจาก “ลายพิพิธ” ที่เชื่อมโยงกับทุนทางวัฒนธรรมสุโขทัยและลายสือไทย ทำให้เกิด ความแตกต่างทางแบรนด์ (Brand Differentiation) สูง มีตำแหน่งแบรนด์เป็นผ้าทอไทยร่วมสมัยแบบ สตรีทลักชัวรี (Street Luxury) เหมาะกับคนรุ่นใหม่ มีสินค้าเข้าถึงง่าย เช่น หมวก กระเป๋า เนคไท ของที่ระลึก และมีแนวโน้มต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์/ของใช้ในบ้านได้ (Facebook)

การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ยังไม่กว้างเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีช่องทางเมืองใหญ่หรือฐานแฟนแฟชั่นชัดเจน จำนวน รีวิวผู้ใช้จริง (User Review / Social Proof) ยังต้องเพิ่มเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ช่องทางขายและ ระบบกระจายสินค้า (Distribution Channel) ยังควรขยายสู่ marketplace, pop-up store, multi-brand store และช่องทาง B2B มากขึ้น

คนไทยใช้โซเชียลมีเดียสูงมาก ทำให้ PIPIT สามารถใช้ คอนเทนต์เล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling Content), short video, live commerce และ การตลาดเชิงวัฒนธรรม (Cultural Marketing) เพื่อขยายฐานลูกค้าได้ดี มีโอกาสพัฒนาเป็น gift set, corporate gift, souvenir premium, fashion accessories, home/lifestyle line และคอลเลกชันร่วมกับโรงแรม พิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว และหน่วยงานรัฐ (DataReportal – Global Digital Insights)

คู่แข่งในตลาดผ้าไทยร่วมสมัยมีฐานลูกค้าและช่องทางขายแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สินค้าแฟชั่นราคาต่ำและ แฟชั่นรวดเร็ว (Fast Fashion / Ultra-fast Fashion) ทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาเร็วขึ้น ความเสี่ยงสำคัญคือกำลังผลิตงานทอหัตถกรรมอาจไม่ทันหาก demand เพิ่มเร็ว รวมถึงการถูกเลียนแบบลายหรือแนวคิดหากยังไม่จัดการ ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) อย่างเป็นระบบ

2. SUNTR3 / SUNTREE (จ.สุโขทัย)

มีฐานงาน ผ้าทอมือสุโขทัย (Sukhothai Handwoven Textile) และผ้าตีนจกหาดเสี้ยวที่มีความน่าเชื่อถือสูงในเชิงภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมผ้าตีนจก กระเป๋า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และสินค้าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงมี ความชำนาญด้านวัสดุและเทคนิคทอ (Textile Craft Expertise) ชัดเจน (Facebook)

ภาพลักษณ์แบรนด์ยังมีแนวโน้มใกล้กับตลาดผ้าไทยดั้งเดิมมากกว่าแฟชั่นร่วมสมัยเชิงเมือง ทำให้ ตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) อาจยังไม่คมเท่าแบรนด์ที่ชู street / contemporary / lifestyle ชัดเจน การสื่อสารกับ Gen Z และกลุ่มแฟชั่นเมืองอาจต้องปรับภาพถ่าย แคมเปญ และ styling ให้ร่วมสมัยขึ้น

มีโอกาสขยายจากผ้าพื้นถิ่นสู่ สินค้าพรีเมียมร่วมสมัย (Contemporary Premium Product) เช่น outerwear, scarf, bag, resort wear, home textile และสินค้าของฝากคุณภาพสูง การได้รับการพูดถึงในบริบท craft/tourism เช่น Hello Craft in Thailand ช่วยเพิ่มโอกาสด้าน การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) และตลาดของฝากพรีเมียม (Instagram)

หากยังยึดภาพผ้าไทยแบบดั้งเดิมมากเกินไป อาจถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ ความเสี่ยงคือการแข่งขันจากแบรนด์ผ้าไทยที่รีแบรนด์ให้ร่วมสมัยกว่า และจากผู้ผลิตสินค้าคราฟต์ที่ใช้ การเล่าเรื่องเชิงไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Storytelling) ได้แข็งแรงกว่า

3. Kramin / ครามิน (กรุงเทพฯ)

มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่นำงานผ้าไทย งานย้อมคราม งานแฮนด์เมด และวัสดุธรรมชาติมาเล่าใหม่ให้ร่วมสมัย มี ช่องทางการมองเห็นในเมืองใหญ่ (Urban Visibility) สูง เช่น pop-up store, ICONSIAM, Emsphere, Shopee และกิจกรรม craft/fashion event ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ากำลังซื้อสูงและกลุ่มนักท่องเที่ยว (Facebook)

เนื่องจากใช้ภาพรวมของงานคราฟต์หลายพื้นที่และหลายวัสดุ อาจทำให้ แก่นแบรนด์ (Brand Core / Brand DNA) กระจาย หากไม่คุม narrative ให้ชัด ลูกค้าอาจจดจำได้ว่าเป็น “แบรนด์ผ้าไทยร่วมสมัย” แต่ไม่ชัดว่าแตกต่างจากแบรนด์คราฟต์อื่นอย่างไร ต้นทุน pop-up และ event marketing สูง ทำให้ต้องบริหาร อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อย่างระมัดระวัง

Kramin มีโอกาสขยายสู่ตลาด gift, resort wear, museum shop, concept store, lifestyle boutique และตลาดต่างประเทศ เพราะมีความเป็น คราฟต์ร่วมสมัย (Contemporary Craft) ที่เข้าใจง่าย รวมถึงสามารถใช้ การตลาดแบบประสบการณ์ (Experiential Marketing) ผ่าน pop-up, workshop, styling session และ collaboration กับศิลปิน/ดีไซเนอร์

คู่แข่งในเมืองใหญ่จำนวนมากและผู้บริโภคมีตัวเลือกสูง ทำให้ต้องสร้างความสดใหม่ของคอลเลกชันอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงคือแบรนด์อาจถูกเปรียบเทียบด้านราคา ดีไซน์ และคุณภาพกับแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยรายอื่น รวมถึงความผันผวนของกระแสแฟชั่นและค่าใช้จ่ายในการทำตลาดออฟไลน์

4. JUN

(จ.เชียงใหม่)

มีตำแหน่งชัดในกลุ่ม เสื้อผ้าผู้ชายร่วมสมัย (Contemporary Menswear) และ ไลฟ์สไตล์เมือง (Urban Lifestyle) สินค้าดูเรียบ ใช้งานง่าย แต่มีรายละเอียดดีไซน์ เหมาะกับลูกค้าผู้ชายที่ชอบ casual style แบรนด์ใช้วัตถุดิบและช่างท้องถิ่นเชียงใหม่ จึงมีจุดแข็งด้าน ห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Local Supply Chain) และการสนับสนุนชุมชน (salahmade.com)

กลุ่มเป้าหมายค่อนข้างเฉพาะ คือ menswear / urban casual ทำให้ตลาดอาจแคบ

กว่าแบรนด์ที่ทำ unisex หรือ lifestyle หลายหมวด หากการสื่อสารไม่ขยายไปสู่กลุ่มผู้หญิง นักท่องเที่ยว หรือสินค้าของขวัญ อาจจำกัด ขนาดตลาดที่เข้าถึงได้ (Addressable Market)

มีโอกาสเติบโตในกลุ่ม minimal menswear, slow fashion, workwear, travel wear และ lifestyle accessory โดยเฉพาะตลาดลูกค้าชายเมืองใหญ่ที่ต้องการเสื้อผ้าเรียบแต่มีเรื่องราว สามารถต่อยอดสู่ คอลเลกชันแคปซูล (Capsule Collection) ร่วมกับผ้าท้องถิ่นภาคเหนือ โรงแรม คาเฟ่ หรือ concept store

ความเสี่ยงคือการแข่งขันจากแบรนด์ menswear minimal ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงแบรนด์ mass market ที่ทำเสื้อผ้าเรียบง่ายในราคาต่ำกว่า หาก JUN ไม่เน้นความแตกต่างด้านผ้า เรื่องเล่า และ craft detail อาจถูกกลืนในตลาด basic casual wear

 

ตาราง 3 วิเคราะห์ 8 P’s Marketing Mix ของแบรนด์พิพิธ PIPIT 2026

ตัวแปรส่วนประสมทางการตลาด

ประเด็นที่สามารถสร้างความแตกต่าง

กลยุทธ์/วิธีการเพื่อสร้างความแตกต่าง

ความได้เปรียบทางการแข่งขัน

คุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับ

1. Product (ผลิตภัณฑ์)

จุดเด่นของพิพิธคือการแปรรูป ผ้าทอชุมชน (Community Textile) ให้เป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัย เช่น แจ็กเก็ต เบลเซอร์ เสื้อกั๊ก เนคไท หมวก กระเป๋า และของขวัญ โดยใช้ลายผ้าที่มีเรื่องเล่าจาก ลายสือไทย (Thai Script Motif) และทุนวัฒนธรรมสุโขทัย ทำให้สินค้าไม่ใช่เพียง “ผ้าไทย” แต่เป็น สินค้าแฟชั่นที่มีอัตลักษณ์

ควรวางโครงสร้างสินค้าเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) สินค้าหลักสร้างภาพจำ (Hero Product) เช่น แจ็กเก็ต เบลเซอร์ เสื้อกั๊ก เนคไทลายพิพิธ 2) สินค้าขายง่ายสร้างกระแสเงินสด (Cashflow Product) เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ Card Holder 3) สินค้าพรีเมียม/สั่งผลิตพิเศษ (Prestige Product / Made-to-order) เช่น ชุดองค์กร ของขวัญองค์กร และคอลเลกชันพิเศษ พร้อมพัฒนา มาตรฐานคุณภาพ (Quality Standard) ด้านผิวสัมผัส การขึ้นขน ความแข็งแรง สีตก การหดตัว และความทนทานของตะเข็บ

แตกต่างจากแบรนด์ผ้าไทยทั่วไป เพราะมีการแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า พร้อมใช้ (Ready-to-wear) และ ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Product) ที่ใส่ได้จริง ไม่จำกัดอยู่แค่ผ้าผืนหรือสินค้าของฝากแบบดั้งเดิม

ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีเอกลักษณ์ สวมใส่ง่าย มีเรื่องเล่า มีความภาคภูมิใจในการสนับสนุนช่างทอ และรู้สึกว่า “ผ้าไทย” สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างทันสมัย

2. Price (ราคา)

แบรนด์มีศักยภาพในการตั้งราคาแบบอิงคุณค่า การกำหนดราคาตามคุณค่า (Value-based Pricing) เพราะสินค้ามีเรื่องเล่า ลายเฉพาะ งานทอ และงานออกแบบ ไม่ควรแข่งขันด้วยราคาถูก เอกสารมีตัวอย่างสินค้าเนคไทที่ตั้งราคา 1,890 บาท และแบรนด์มีรายรับรวมหลายช่วงเวลา เช่น ม.ค.–เม.ย. 2568 จำนวน 205,000 บาท และ ม.ค. 2568–เม.ย. 2569 จำนวน 1,746,220 บาท แต่ต้องระวังอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 54.63% เหลือ 28.92% ในข้อมูลรายรับช่วงหลัง

ควรจัดระบบราคาเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ราคาสินค้าเข้าถึงง่าย (Entry Price) สำหรับพวงกุญแจ/ของชิ้นเล็ก, ราคากลาง (Core Price) สำหรับหมวก กระเป๋า เนคไท, และ ราคาพรีเมียม (Premium Price) สำหรับแจ็กเก็ต เบลเซอร์ งานสั่งผลิต และ Gift Set พร้อมทำ บัญชีต้นทุนรายสินค้า (Costing by SKU) เพื่อแยกต้นทุนผ้า ค่าแรง บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชัน และกำไรต่อชิ้น

หากควบคุมต้นทุนได้ แบรนด์จะไม่ต้องลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่สามารถขายด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม งานฝีมือ และการออกแบบ ทำให้มีโอกาสรักษา อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ดีขึ้น

ลูกค้าเข้าใจว่าราคาที่จ่ายไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อเรื่องเล่า งานออกแบบ งานทอ คุณภาพ และคุณค่าทางวัฒนธรรม จึงรู้สึกคุ้มค่าและเต็มใจจ่ายมากขึ้น

3. Place (ช่องทางจัดจำหน่าย)

พิพิธมีช่องทางทั้งหน้าร้าน Facebook, Instagram, การออกบูธ และมีแผนขายผ่าน Shopee รวมถึงมีโอกาสเชื่อมโยงกับ ICONCRAFT / ICONSIAM ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์
แบรนด์ได้

ควรใช้กลยุทธ์ หลายช่องทางแบบเชื่อมโยงกัน (Omnichannel Strategy) ได้แก่ 1) หน้าร้านเป็น โชว์รูมแบรนด์ (Brand Showroom) 2) IG/Facebook เป็นช่องทางเล่าเรื่องและขายสินค้า 3) Marketplace เช่น Shopee ใช้กับสินค้าขายง่าย 4) LINE Official ใช้ปิดการขายและดูแลลูกค้า 5) ICONCRAFT/ร้านคัดสรร ใช้สร้างความน่าเชื่อถือ 6) ช่องทาง B2B สำหรับหน่วยงาน องค์กร และของขวัญองค์กร

มีความได้เปรียบจากการมีทั้งพื้นที่จริงและเรื่องเล่าชุมชน ลูกค้าสามารถสัมผัสคุณภาพผ้าได้จริง ขณะเดียวกันช่องทางออนไลน์ช่วยขยายการรับรู้และเพิ่มยอดขายนอกพื้นที่

ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น เลือกช่องทางได้ตามพฤติกรรม ทั้งหน้าร้าน ออกบูธ ออนไลน์ หรือสั่งผลิตพิเศษ ลดความลังเลและเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ

4. Promotion (การส่งเสริมการตลาด)

แบรนด์มีฐานเรื่องเล่าที่แข็งแรงจากทุนวัฒนธรรมสุโขทัย ผ้าทอชุมชน ช่างทอ ลายสือไทย และรางวัล Soft Power ซึ่งเหมาะกับการทำ การเล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling) มากกว่าการโปรโมตแบบลดราคา

ควรวางคอนเทนต์หลัก (Core Content) ได้แก่ 1) ที่มาของลายผ้า 2) ช่างทอและชุมชน 3) วิธีใส่ผ้าไทยให้ทันสมัย 4) เบื้องหลังการผลิต 5) รีวิวลูกค้า/องค์กร 6) Gift Idea และ Corporate Gift พร้อมใช้ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เฉพาะกลุ่ม เช่น แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผ้าไทยร่วมสมัย นักออกแบบ นักธุรกิจหญิง และนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

การสื่อสารที่ดีจะทำให้พิพิธไม่ถูกมองเป็นเพียงสินค้า OTOP แต่กลายเป็นแบรนด์ แฟชั่นผ้าทอร่วมสมัย (Contemporary Textile Fashion Brand) ที่มีรสนิยมและมีความน่าเชื่อถือ

ลูกค้าได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งตัว ได้เข้าใจที่มาของสินค้า และรู้สึกว่าการซื้อสินค้าพิพิธคือการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนวัฒนธรรม ชุมชน และงานฝีมือไทย

5. Physical Evidence (หลักฐานทางกายภาพ)

หลักฐานทางกายภาพของพิพิธมีทั้งหน้าร้าน บูธแสดงสินค้า บรรจุภัณฑ์ ป้ายแบรนด์ ถุงผ้า กล่องของขวัญ ป้ายห้อยสินค้า และภาพถ่ายแฟชั่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์พรีเมียม

ควรทำ ระบบอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity System) ให้เป็นมาตรฐาน เช่น โลโก้ สีหลัก ตัวอักษร ป้ายสินค้า ป้ายราคา ถุง กล่อง การ์ดเรื่องเล่า QR Code บอกที่มาของลายผ้า และ บัตรรับรองผลิตภัณฑ์ (Product Story Card) เพื่อยืนยันว่าแต่ละชิ้นมีที่มาและคุณค่า

ทำให้แบรนด์ดูเป็นระบบ น่าเชื่อถือ พร้อมเข้าสู่ช่องทางพรีเมียม เช่น ICONCRAFT ร้านของฝากคุณภาพสูง โรงแรม พิพิธภัณฑ์ ร้านคัดสรร และตลาดองค์กร

ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีมาตรฐาน เหมาะกับการซื้อเป็นของขวัญ ของฝาก หรือของสะสม เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ

6. Process (กระบวนการ)

แบรนด์มีการทดสอบตลาด เก็บ Feedback ลูกค้า และนำข้อมูลมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เช่น โทนสี รูปแบบ การใช้งาน ชนิดผ้า และการแก้ปัญหาการขึ้นขุยของผ้า

ควรพัฒนา กระบวนการผลิตและบริการมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) ตั้งแต่รับผ้า ตรวจคุณภาพ ออกแบบ ตัดเย็บ ตรวจงาน บรรจุ จัดส่ง และติดตามหลังการขาย พร้อมกำหนด จุดตรวจคุณภาพ (Quality Control Checkpoint) อย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ ก่อนตัดเย็บ ระหว่างตัดเย็บ หลังตัดเย็บ และก่อนส่งมอบ

เมื่อกระบวนการชัด แบรนด์จะสามารถขยายกำลังผลิต รับงานองค์กร และทำตลาดผ่านช่องทางพรีเมียมได้โดยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและการส่งมอบล่าช้า

ลูกค้าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ส่งมอบตรงเวลา มีบริการหลังการขาย และรู้สึกว่าการซื้อสินค้าคราฟต์ไม่ได้เสี่ยงหรือไม่แน่นอน

7. People (บุคลากร)

ทุนมนุษย์ของแบรนด์ประกอบด้วยผู้ก่อตั้ง ช่างทอ ช่างตัดเย็บ ที่ปรึกษา UBI พาร์ตเนอร์ และกลุ่มชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้าง ความจริงแท้ของแบรนด์ (Brand Authenticity)

ควรยกระดับบุคลากรด้วย 1) การฝึกอบรมงานขายเชิงเรื่องเล่า การขายด้วยเรื่องราว (Story-selling) 2) การให้ช่างทอเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร 3) การสร้างบทบาท ผู้เชี่ยวชาญการแต่งตัว (Style Advisor) ที่หน้าร้าน 4) การจัดระบบความรู้ให้พนักงานอธิบายลายผ้า วัสดุ วิธีดูแล และคุณค่าทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน

แบรนด์คราฟต์ที่เล่าเรื่องคนเบื้องหลังได้ดีจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าสินค้าแฟชั่นทั่วไป เพราะลูกค้าเห็น “คนจริง ชุมชนจริง และงานจริง”

ลูกค้ารู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ในระดับอารมณ์ ได้ประสบการณ์ที่อบอุ่น เข้าใจสินค้า และรู้สึกภูมิใจที่ได้สนับสนุนชุมชนและช่างฝีมือ

8. Purple Cow

(ความพิเศษ)

ความพิเศษของพิพิธควรอยู่ที่การเป็นแบรนด์ที่ทำให้ ลายสือไทยกลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัยที่ใส่ได้จริง จุดนี้สามารถทำให้แบรนด์ “จำได้ทันที” และแตกต่างจากแบรนด์ผ้าไทยจำนวนมาก

ควรสร้างแนวคิดหลัก เช่น “Wearable Sukhothai Script” หรือ “ลายสือไทยที่สวมใส่ได้” แล้วพัฒนาเป็นคอลเลกชันซิกเนเจอร์ (Signature Collection) เช่น เนคไทลายสือไทย หมวกและกระเป๋าลายพิพิธ แจ็กเก็ตลายทอพิเศษ พร้อมระบบเลขชิ้นงาน รุ่นจำกัดจำนวน (Limited Edition) และ QR Code ที่เล่าเรื่องลาย ช่างทอ และแรงบันดาลใจ

ทำให้แบรนด์มีจุดจดจำเฉพาะ ไม่แข่งกับผ้าไทยทั่วไปในตลาด แต่ยืนในตำแหน่งแบรนด์แฟชั่นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเรื่องเล่าเฉพาะตัว

ลูกค้าได้สินค้าที่มีความพิเศษ มีเรื่องเล่า สะสมได้ ใช้เป็นของขวัญได้ และสะท้อนรสนิยมของผู้ใช้ว่าเป็นคนเข้าใจงานออกแบบ วัฒนธรรม และความร่วมสมัย

 

6. สรุปผลการดำเนินงาน: จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์ (Fashion Brand Analysis) วิทยากรได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่นอย่างเป็นระบบ ได้แก่ อัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) การวางตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) บุคลิกภาพแบรนด์ (Brand Personality) ภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Image) การเล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling) และการวิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาด โดยใช้เครื่องมือ SWOT Analysis และ 8 P’s Marketing Mix เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดของแบรนด์พิพิธได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์ PIPIT Collection SS 2026-27 ให้สอดคล้องกับทุนทางวัฒนธรรมสุโขทัย ผ้าทอแปรรูป และนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย

ผู้ประกอบการร้านพิพิธได้รับความรู้และทักษะในการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่นจากฐานทุนทางวัฒนธรรม สามารถระบุคุณค่าหลักของแบรนด์ จุดขายเฉพาะของ “ลายพิพิธ” ความแตกต่างจากคู่แข่ง และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น อีกทั้งสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาภาพลักษณ์สินค้า การจัดกลุ่มสินค้า การสร้างเรื่องเล่าทางการตลาด และการยกระดับแบรนด์พิพิธให้เป็นแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ผ้าทอไทยร่วมสมัยที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

7. จำนวนคนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้/เทคโนโลยี: 10 คน

8. งบประมาณที่ใช้: 8,500 บาท

9. ภาคผนวก

9.1 กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธการวิเคราะห์แบรนด์ (Fashion Brand Analysis) ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 

ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 - 13.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

โดยวิทยากร: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เวลา

รายละเอียดการอบรม

07.30 - 08.00 น.

ลงทะเบียน

08.00 - 11.00 น.

บรรยาย เรื่อง การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์ (Fashion Brand Analysis)ของธุรกิจแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรม

11.00 - 12.00 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

12.00 - 13.00 น.

ปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27 (Fashion Brand Analysis)

 

9.2 ใบลงทะเบียนการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างกลยุทธ์การวิเคราะห์แบรนด์ (Fashion Brand Analysis)ภายใต้โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูปด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27  ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 - 13.00 น. ณ ร้านพิพิธ (PIPIT) เลขที่ 354 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ที่

ชื่อ - สกุล

หน่วยงาน/สังกัด

1

นางสาวกัญญพัชร พิพิธทอง

พิพิธ

2

นางสาวเพ็ญนภา พิพิธทอง

พิพิธ

3

นางพิมพ์ มายายงค์

พิพิธ

4

นายธัญทม ชัยพิบูลย์

พิพิธ

5

นางสาวเสาวนีย์ คงคา

พิพิธ

6

นางวริษฐา ตวง

พิพิธ

7

นายปณิธาน สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

8

นางสาววิชาภรณ์ สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

9

นางคันธรส สุวรรณชื่น

พิพิธ

 

10

นายเฉลิมชาติ โกศส

พิพิธ

 

 ภาพกิจกรรม



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 04/07/2569 [22131]
8500 10
2 [21531]

โครงการการพัฒนาสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากผ้าทอแปรรูป ด้วยนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอรีไซเคิล PET แอนติแบคทีเรีย แบรนด์พิพิธ (PIPIT): Collection SS 2026-27

อยู่ระหว่างดำเนินการดังนี้

1. ขออนุมัติดำเนินโครงการ

2. นำส่งเงินเข้ามหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวนเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)

3. นำส่งเงินอุดหนุน ร้อยละ 10 จำนวนเงิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)

4. วางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการจะได้ 



รายงานโดย น.ส.เอมอร สารเถื่อนแก้ว วันที่รายงาน 05/04/2569 [21531]
0 0